ในเมื่อผู้นำประเทศยังเป็นคนผิวสีได้ แล้วไฉนการจะแต่งตั้งชาวฮิสปานิค (ผู้มีเชื้อสายลาตินอเมริกา) ขึ้นนั่งเก้าอี้ประธานศาลฎีกาเป็นคนแรก จะเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ของสหรัฐ จึงเสนอชื่อนางซอนย่า โซโตมายเยอร์ ขึ้นเป็นประธานศาลฎีกา เพื่อร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการศาลของสหรัฐ เช่นเดียวกับที่เขาเปิดหน้าใหม่ให้กับวงการการเมืองของประเทศ ซอนย่า โซโตมายเยอร์ วัย 55 ปี ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางมานาน 17 ปี เป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ 11 คนสุดท้ายในมหานครนิวยอร์ก โอบามาเสนอชื่อเธอให้เข้ามาทำหน้าที่แทนผู้พิพากษา เดวิส ซูเตอร์ ซึ่งเกษียณราชการไปเมื่อเดือนที่แล้ว ก่อนจะสร้างประวัติศาสตร์สำเร็จ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย โซโตมายเยอร์ต้องไปให้ปากคำกับคณะกรรมการตุลาการวุฒิสภาสหรัฐตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าที่เธอต้องถูกสอบถาม ซักไซ้ และอาจรวมไปถึงลีลาการข่มขู่ แต่ตามรายงานบอกว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ท่านนี้ ก็มิได้แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอหรือ “ใจละลาย” แต่อย่างใด ซึ่งหากเธอตกอยู่ในอาการดังกล่าว ฝ่ายจ้องจับผิดจากรีพับลิกันบอกว่า มันจะทำให้การเสนอชื่อเธอถูกปัดตกไปทันที คณะกรรมการฯได้เปิดการสอบสวน (คำนี้น่าจะเหมาะสมที่สุด) โซโตมายเยอร์ครั้งสุดท้ายในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด ก่อนที่จะส่งเรื่องการแต่งตั้งเธอไปให้วุฒิสภาเต็มองค์ประชุม ซึ่งคาดว่าจะยืนยันรับรองก่อนที่ศาลจะเปิดประชุมอีกครั้งในเดือน ก.ย.นี้ ทั้งนี้ พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในคณะกรรมการและมี อย่างน้อยก็ในกระดาษ 60 เสียงในมือที่จะสามารถล้มล้างความพยายามของวุฒิสภา ที่จะปิดกั้นตัวเลือกของประธานาธิบดีโอบามาท่านนี้ ในการให้ปากคำเมื่อวันอังคารและวันพุธ โซโตมายเยอร์ได้ปกป้องความยุติธรรม (เป็นกลาง) ของเธอ ขณะที่ฝ่ายรีพับลิกันพยายามอย่างยิ่ง ที่จะนำเอาคำพูดของเธอก่อนหน้านี้ที่ว่า “ลาตินสตรีที่ฉลาด”อาจเป็นผู้พิพากษาได้ดีกว่า “ชายผิวขาว” เสียด้วยซ้ำไป มาเป็นชนวนเพลิงที่จะกล่าวหาเธอว่า “มีอคติ” ซึ่งหมายความว่า “ไม่เหมาะสม” ที่จะทำหน้าที่ผู้พิพากษาศาลสูงสุดนั่นเอง โซโตมายเยอร์ได้กล่าวยืนยันความเห็นของเธอว่า “ดิฉันขอกล่าวอย่างชัดเจน ปราศจากเลศนัยใด ๆ ทั้งสิ้นว่า ดิฉันไม่เชื่อว่า กลุ่มลัทธิ สีผิวหรือเชื้อชาติ และเพศใดก็ตามมีความได้เปรียบในการพิพากษาได้อย่างยอดเยี่ยม” และว่าความเห็นของเธอเป็นเพียงสำนวนโวหารหรู ๆ เท่านั้น ขณะเดียวกันผู้ที่กำลังจะเป็นว่าที่ผู้พิพากษาศาลฎีกาของสหรัฐไม่ถึงกับวิพากษ์วิจารณ์อย่างเจาะจงลงไป กรณีที่มีการกล่าวหา “ทำสงครามกับการก่อการร้าย” มากจนเกินเหตุ ภายใต้การบริหารงานของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แต่เจาะจงประณามการที่ศาลสูงปกป้องการจำคุกชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อปี 2487 ภายในห้องคณะกรรมการฯซึ่งมีลักษณะคล้ายถ้ำและเย็นยะเยือก โซโตมายเยอร์กล่าวว่า เธอไม่คาดคิดเลยว่าการตัดสินใจยินยอมให้กักตัวและจับกุมบุคคลผู้หนึ่ง ด้วยเหตุผลทางด้านเชื้อชาติจะถูก “รัฐบาลของเรามองว่าเป็นความเหมาะสม” แม้จะเป็นที่ค่อนข้างแน่นอนว่าเธอจะต้องได้รับการ “คอนเฟิร์ม” ให้เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาก็ตาม แต่เธอก็ไม่ประมาท โดยปฏิเสธที่จะตอบคำถามหรือให้ความเห็นเกี่ยวกับการทำแท้งและสิทธิเกี่ยวกับอาวุธปืน ด้วยการบ่ายเบี่ยงที่จะกล่าวว่า ศาลสูงสุดมีความผิดหรือไม่ที่รับพิจารณาคดีซึ่งท้าทายความชอบธรรมโครงการดักฟังโทรศัพท์โดยไม่ได้รับอนุญาต ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีบุช ภายหลังการสอบปากคำโดยบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนฯในวันพฤหัสบดี คาดกันว่าทางคณะกรรมการฯจะเปิดรับฟังปากคำจากพยาน 31 คน ซึ่งทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตเป็นผู้เชื้อเชิญมาให้ปากคำเกี่ยวกับประวัติของนางโซโตมายเยอร์ ในจำนวนนั้นรวมไปถึงหลุยส์ ฟรีห์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) ซึ่งเคยเป็นพี่เลี้ยงให้กับเธอและลินดา ชาเวซ นักเคลื่อนไหวหัวอนุรักษนิยมด้วย ถึงแม้ว่าโซโตมายเยอร์จะทำหน้าที่ตุลาการมานานหลายปีก็ตาม แต่ค่ายรีพับลิกันยังคงมุ่งโจมตีไปที่ข้อเขียนและสุนทรพจน์ไม่เลิก ด้วยการอ้างว่ายังคงอดที่ จะวิตกไม่ได้ว่า เธอจะนำเอาวาระการเมืองและความลำเอียงมาสู่ตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายตุลาการ ทว่าคนของรีพับลิกันก็ยอมรับว่าโซโตมายเยอร์ไม่ได้ทำความผิดอะไรใหญ่โต จนต้องล้มการเสนอชื่อเธอให้เป็น ฮิสปานิคคนแรกและสตรีราย ที่สามซึ่งได้เข้าไปทำหน้าที่ในศาลฎีกา และทันทีที่เธอเสร็จสิ้นการให้ปากคำ ทางรีพับลิกันมีแผนที่จะเรียกตัวแฟรงค์ ริชชี นักผจญเพลิงจากนิวเฮฟเวน คอนเนตทิคัต ซึ่งผ่านการสอบเลื่อนขั้นแล้ว แต่ผลการสอบของเขากลับถูกปฏิเสธ ด้วยเหตุผลที่ว่ามีชนกลุ่มน้อยเพียงไม่กี่ราย ที่มีคุณสมบัติพอจะได้รับการเลื่อนขั้น ริชชีทำเรื่องร้องเรียนในเวลาต่อมา แต่ถูกโซโตมายเยอร์และผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อีก 2 ท่านปฏิเสธ เปิดช่องโหว่ให้รีพับลิกันโจมตีด้วยการวาดภาพเธอเป็นผู้พิพากษา ที่ปล่อยให้ความอคติของตัวเองบงการผลของคดี ศาลฎีกาได้พลิกคำตัดสินดังกล่าวเมื่อปลายเดือนที่แล้ว เพื่อให้เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจะไม่ตอบคำถามด้วยเหตุผลที่ว่า การตอบคำถามเหล่านั้นอาจทำให้เธอจำเป็นต้องพิพากษาล่วงหน้าในคดีความต่าง ๆ ที่สักวันหนึ่งข้างหน้าเธออาจต้องตัดสิน หากเธอได้เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา บัลลังก์ผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเป็นอนุญาโตตุลาการตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ มีหน้าที่ในการตัดสินความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดความแตกแยกที่สุดในวงการเมืองและสังคมสหรัฐ ซึ่งรวมถึงการทำแท้ง สิทธิอาวุธปืน เสรีภาพในการแสดงออกและความมั่นคงแห่งชาติ และก่อนที่โอบามาจะเสนอชื่อเธอเมื่อ 7 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ โซโตมายเยอร์ยืนยันว่า เขาไม่เคยขอความเห็นเธอเกี่ยวกับการทำแท้ง ประเด็นปัญหาที่อ่อนไหวที่สุดในการเมืองสหรัฐ วุฒิสภาสหรัฐจะโหวตยืนยันการแต่งตั้งเธอราวต้นเดือน ส.ค.ที่จะถึงนี้ จากนั้นโซโตมายเยอร์ นักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ก็จะเป็นผู้หญิงคนที่สองที่ปฏิบัติหน้าที่ในศาลสูง เคียงคู่กับผู้พิพากษา รูธ เบเดอร์ กินสเบิร์ก และเป็นคนที่สามต่อจากซานดรา เดย์ โอ คอนเนอร์ ที่เกษียณราชการ. ศุภชัย พยัคฆันตร์
