2tik.com

May 31, 2009

ตามรอยเสด็จประพาสต้นทางเหนือ

Filed under: ข่าวท่องเที่ยว — admin @ 11:50 pm

       

กำแพงเพชร-อุทัยธานี-นครสวรรค์

"พระพุทธเจ้าหลวง” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงใช้เวลา 37 วัน ในการเสด็จประพาสต้นชลมารคเส้นทางภาคเหนือไปตามลำน้ำเจ้าพระยา จากกรุงเทพฯขึ้นไปยังกำแพงเพชร

แต่วันนี้การเดินทางมุ่งตรงไปยังกำแพงเพชรตามเส้นทางกำแพง เพชร-อุทัยธานี-นครสวรรค์ด้วยทางหลวงหมายเลข 32-1 ระยะทาง 358 กิโลเมตร ใช้เวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง และสามารถแวะเยี่ยมชมสถานที่ประวัติศาสตร์ตามรอยเสด็จประพาสต้นได้เกือบทั้งหมดภายในเวลาเพียงแค่ 3 วัน

22 ส.ค. 2449 พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จขึ้นที่ท่าน้ำวัดวังพระธาตุ เมืองไตรตรึงษ์ ทรงบันทึกไว้ว่า…พระธาตุนี้มีฐานแท่นซ้อนสามชั้น แล้วถึงชั้นคูหาบนเป็นรูปกลม ซึ่งกรมหลวงนริศ เรียกว่าทะนาน ถัดขึ้นไปจึงถึงบัลลังก์ปล้องไฉนเจ็ดปล้องปลีแล้วปักฉัตร ไม่ผิดกับพระเจดีย์เมืองฝาง…องค์พระเจดีย์ชำรุดพังลงมาเสียซีกหนึ่ง

วันนี้องค์เจดีย์ที่ว่าได้รับการบูรณะให้อยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ แต่กลับไม่มีรากระเบียงรอบวิหาร ไม่มีพระพุทธรูปทั้งนั่งและยืนเหมือนอย่างที่ทรงบันทึกไว้ จะเหลือก็เพียงเศียรพระใหญ่ที่ไม่มีใครบอกได้ว่าตกอยู่ด้านหลังโบสถ์ได้อย่างไร กับซากของโบราณสถานที่เป็นหลักฐานบอกว่าครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นใจ กลางเมืองที่รุ่งเรืองมาก่อน โดยมีคูน้ำคัดดินล้อมรอบสามชั้น ตามผังเมืองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งสันนิษฐานว่า มีเจ้าจากเชียงรายมาปกครองตามหลักฐานที่ปรากฏ พร้อมกับตำนานท้าวแสนปมที่ว่ากันว่าเป็นพระบิดาของพระเจ้าอู่ทอง

วันถัดมาจึงเสด็จฯ ต่อไปยังตัวเมืองกำแพงเพชร ทอดพระเนตรโบราณสถานสำคัญของเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองยุคเดียวกันกับสุโขทัย โดยมีวัดพระแก้ว เป็นวัดสำคัญเช่นเดียว กับวัดศรีสรรเพ็ชญ์ของอยุธยาตั้งอยู่ใจกลางเมือง

ในครั้งนั้นพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จพระราชดำเนินชลมารค ก่อนจะมาขึ้นตรงท่าน้ำที่ไม่ห่างจากตัวเมือง แต่สำหรับวันนี้การเที่ยวชมอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร มีรถรางไฟฟ้าไว้บริการ นอกจากจะช่วยลดมลพิษแล้ว การใช้รถไฟฟ้าที่น้ำหนักไม่มากยังจะเป็นผลดีต่อโบราณสถานที่ล้อมรอบ อยู่ด้วย โดยเฉพาะกำแพงเมืองที่เรียกได้ ว่าเป็นกำแพงเมืองเก่าที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย

ขณะที่เขตอรัญญิกซึ่งอยู่นอกเมืองยังมีวัดช้างรอบ ที่มีช้างปูนปั้นที่ยังค่อนข้างสมบูรณ์ วัดพระธาตุที่มีเจดีย์รูปแบบของกำแพงเพชรที่ผสมผสานทั้งศิลปะแบบสุโขทัย ล้านนา และอยุธยาไว้ด้วยกัน วัดพระนอนที่มีเสาศิลาแลงต้นใหญ่เป็นเอกลักษณ์ วัดอาวาสใหญ่ที่มีบ่อน้ำซึ่งสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากขอม ซึ่งควรจะแวะชมศูนย์ข้อมูลของอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรก่อนเพื่อให้เข้าใจเรื่องราวมากขึ้น

แต่ที่เป็นไฮไลต์ก็คือ การเวียนเทียนรอบวัดพระสี่อิริยาบถ ที่มีพระพุทธรูป 4 อิริยาบถ นอน ลีลา ยืน และนั่ง ซึ่งพระ พุทธรูปยืนมีสภาพสมบูรณ์ที่สุด การเวียนเทียนในวัดนี้ไม่เพียงได้บรรยากาศท่ามกลางโบราณสถานที่รายรอบเท่านั้น แต่ยังถือเป็นหนึ่งในการทำบุญครั้งใหญ่อีกด้วย

นอกจากโบราณสถานที่อยู่ในเขตกำแพงเมือง เขตอรัญญิกและเมืองไตรตรึงษ์แล้ว ยังมีโบราณสถานอื่น ๆ กระจายตัวอยู่ตลอดริมแม่น้ำปิงอีกมากมาย รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตรขึ้นชื่ออย่างกล้วยไข่ ซึ่งมีการรวบรวมกล้วยถึง 200 สายพันธุ์ไว้ที่พิพิธภัณฑ์เรือนไทยเฉลิมพระเกียรติกำแพงเพชรให้สมกับเป็นเมืองกล้วย

จากกำแพงเพชรล่องลงมาที่นครสวรรค์ ณ วัดเขาหน่อ อีกหนึ่งสถานที่เสด็จประพาสต้น ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จพระราชดำเนินโดยแคร่ไม้ไผ่คานหามระยะทางประมาณ 2 กม. หลังจากมีผู้เล่าเรื่องถวายว่าเขาแห่งนี้นางพันธุรัตตามมาพบพระสังข์ มีมนต์มหาจินดาเขียนอยู่ที่แผ่นศิลา แต่วันนี้ถนนเข้าถึงวัดเขาหน่อ พร้อมกับมีฝูงลิงมาขออาหาร การชมวัดและสระเสด็จจึงต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นพิเศษ

แต่วัดจอมคีรีนาคพรต หรือวัดเขาบวชนาค ที่มีอุโบสถเทวดาสร้างตั้งอยู่นั้นไม่ต้องระวังลิง ว่ากันว่าโบสถ์หลังนี้ชาวบ้านร่วมกันสร้างลงเสาพร้อมเครื่องบนแต่ยังไม่ได้ทำการยก ตั้งใจว่าจะทำวันรุ่งขึ้น แต่ปรากฏว่าคืนนั้นเกิดแสงสว่าง ทั่วเนินเขาพร้อมเสียงปี่พาทย์ จึงเชื่อว่าเทวดาลงมาทำการยกโบสถ์เรียบร้อยแล้ว จึงยุติการก่อสร้างและทำให้โบสถ์ไม่มีผนัง พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จมาทรงนมัสการพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่วัดถึง 5 ครั้ง

ส่วนที่วัดเกาะหงส์นอกจากเสด็จมานมัสการหลวงปู่กัน ซึ่งเป็นสมภารในวัดขณะนั้นแล้ว ยังทอด พระเนตรเห็นพระสังกัจจายน์ ยืนมือกุมท้อง ทรงพอพระทัยเป็นอันมากจึงได้อัญเชิญไปแล้วพระราชทานทรัพย์จำนวน 1 ชั่งเพื่อจัดสร้างใหม่แทนที่ดังที่เห็นในปัจจุบัน การตามรอยฯนอกจากจะมาชมพระสังกัจจายน์แล้วโบสถ์เก่าแก่อายุกว่า 200 ปีเป็นอีกแห่งที่ไม่ควรพลาด เพียงแต่วันนี้อาจไม่ให้ความรู้สึกถึงความเก่าหากไม่เห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังบางส่วน เพดาน และรอยพระพุทธบาทซ้อนกัน 4 รอย หลังโบสถ์ได้รับการบูรณะ

ยกเว้นก็เพียงวิชาการรักษาโรคด้วยการเหยียบฉ่า ที่หมอจะนำเท้าจุ่มสมุนไพรก่อนจะเหยียบแผ่นเหล็กร้อนจัดเสียงดังฉ่าแล้วกลับมาเหยียบผู้ป่วย ซึ่งมีต้นตำรับมาจากวัดพระปรางค์เหลือง อีกสถานที่ในการเสด็จประพาสต้น ที่วันนี้เหลือเพียงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์เป็นหลักฐานยืนยัน วัดนี้นอกจากจะทอดพระเนตรการเหยียบฉ่าแล้ว หลวงพ่อเงินที่มีชื่อเสียงด้านรดน้ำมนต์จินดามณี ได้ถวายการรดน้ำมนต์แด่รัชกาลที่ 5 ด้วย แม้วันนี้จะไม่มีการเหยียบฉ่าแต่ยังมีเก๋งเรือพระราชทานและแพที่จอดเรือเก่าแก่ซึ่งยังคงอยู่มาจนทุกวันนี้ให้ชม

หากเป็นแพที่สร้างขึ้นเพื่อรับเสด็จโดยเฉพาะต้องไปชมแพโบสถ์น้ำที่ท่าน้ำหน้าวัดอุโบสถาราม อุทัยธานี พร้อมกับแวะชมสิ่งของพระราชทาน อาทิ ฝาบาตรประดับมุก ย่ามที่ระลึก ตะเกียง บาตร ซึ่งว่ากันว่าเป็นสิ่งของพระราชทานแก่พระที่ได้รับนิมนต์ไปในงานพระศพพระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช เช่นเดียวกับที่หลวงพ่อเฮงวัดเขาดินใต้ และหลวงพ่อแหยม วัดบ้านแดนได้รับ ก่อนจะล่องเรือชมทัศนียภาพของลำน้ำสะแกกรัง

และนี่คือเส้นทางท่องเที่ยว “ตามรอยเสด็จประพาสต้น” ภาคเหนือ 1 ใน 5 เส้นทางที่ ททท.ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยจัดขึ้นใน 3 ภูมิภาค พบกับ แพ็กเกจทัวร์พิเศษนี้ในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ปี 2552 วันที่ 3-7 มิถุนายนนี้ ณ อาคารชาลเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็คเมืองทองธานี สอบถามเพิ่มเติมที่ 1672.

อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พลิกฟื้นที่ทำกินคนขอนแก่น

Filed under: ข่าวภูมิภาค — admin @ 11:50 pm

      

พื้นที่ทำกินทางการเกษตรนับเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อเกษตรกรในการเพาะปลูก เพื่อสร้างผลผลิตต่าง ๆ มาแปรรูปเป็นเงิน เกี่ยวกับเรื่องนี้สำนักงานปฏิรูปที่ดินกำลังเดินเครื่องเต็มสูบปฏิรูปเพื่อเอกซเรย์พื้นที่ว่างเปล่าปลูกฝังแนวทางการเกษตรพึ่งพาตนเอง ตามแนวพระราชดำริแบบพอเพียง ดังกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “การปลูกต้นไม้ชนิดโตเร็วคลุมแนวร่องน้ำเสียก่อนเพื่อให้ความชุ่มชื้นค่อย ๆ ทวีขึ้นและแผ่ขยายกว้างออกไปทั้งสองข้างร่องน้ำ อันจะทำให้ต้นไม้งอกงามขึ้นและจะช่วยป้องกันไฟป่า ส่วนต้นไม้ที่ปลูกจะต้องมีทั้งต้นไม้คลุมแหล่งน้ำ ต้นไม้ยึดดิน ไม้ผล ต้นไม้ใช้ทำฟืน ต้นไม้ใช้ในการก่อสร้าง ต้นไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจ จะให้ประโยชน์ได้อย่างอเนกประสงค์” ในวันสำคัญต่าง ๆ จะจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาปลูกฝังจิตใจ จัดงาน โครงการทอดผ้าป่าปลูกต้นกล้าไม้เศรษฐกิจ ตามภูมิภาคต่อไป ส่วนโครงการที่ผ่านมาวัดด่านชัยบ้านหลักด่าน หมู่ที่ 6 ต.วังหิน อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น นับว่าประชาชนมีความตื่นตัวดีมาก
 
โดยมี นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการ สนง.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อม นายณฐพลษ์ วิเชียรเพริศ รอง ผวจ.ขอนแก่น ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปฏิรูปที่ดินทุกจังหวัดส่วนราชการในอำเภอ เกษตรกรผู้มีเกียรติกว่าพันคนเดินทางมาร่วมพิธีครั้งนี้ กองผ้าป่าวันวิสาขบูชารวม 400 กอง กองละ 1,500 บาท ส.ป.ก.สมทบกองละ 1,000 บาท จะปลูกป่าไผ่ได้ถึง 400 ไร่ในที่ดิน ส.ป.ก.เฉลี่ยตกไร่ละ 2,500 บาท นับเป็นพืชพื้นบ้านของชาวอีสานที่ให้คุณค่านานัปการ ไม่ว่างานจักสาน ผลิตภัณฑ์ทำจากไผ่หรือจัดเมนูอาหารไว้บริโภคก็มีประโยชน์ เป็นต้น
 
นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการ สนง.การปฏิรูปที่ดินเพื่อ       เกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและการใช้      ประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติเขตปฏิรูปที่ดินได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 30 มิ.ย. 2541 ได้กำหนดเป้าหมายไว้เมื่อปี 49-51 ในเขต ส.ป.ก.ดำเนินการไว้ 49 จังหวัด 317 ตำบลเกษตรกร 18,161 ราย    พื้นที่ 38,936 ไร่ เป้าหมายแผนปี พ.ศ. 2552 คาดว่าเพิ่มขึ้นอีก 12,000 ไร่ครอบคลุมพื้นที่รวม 53 จังหวัด แบ่งเป็นภาคอีสาน 609 ตำบล ภาคเหนือ 299 ตำบล ภาคใต้ 171 ตำบลและภาคกลาง 121 ตำบล มีเกษตรกรร่วมโครงการ 36,000 ราย ขยายผลองค์ความรู้แก่ ปราชญ์เกษตรพึ่งพาตนเองสู่เครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ นับเป็นลู่ทางในการสร้างงานและแก้ปัญหาโลกร้อนแถมยังประหยัดรายจ่ายต่อครัวเรือนเกษตรกรที่ร่วมโครงการ
 
โดยภารกิจสำคัญคือพลิกฟื้นไม้เศรษฐกิจ 4 อย่างที่ทนต่อความแห้งแล้ง เช่น ต้นไม้ที่เป็นอาหารต้องปลูก ไม้ไผ่ตง ไผ่เลี้ยง ไผ่ซาง ต้นสะเดา ต้นสะตอ ต้นแคบ้าน หรือมะขามป้อม ส่วนไม้ยืนต้นขนาดเล็ก อาทิ ยางนา จามจุรี หวาย กระถินยักษ์ ยูคาลิปตัส และกฤษณา ก็นิยมพอสมควร สำนักจัดการตามนโยบาย (สจน.) เปิดศูนย์บริการเคลื่อนที่ 203 กลุ่ม เลือกหมู่บ้านชุมชนนำร่องเกษตรกร 30-50 ราย ร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ที่ได้รับเหมือนเป็นตัวแทนปราชญ์เกษตร รณรงค์ปลูกไม้เศรษฐกิจร้อยละ 20 ของพื้นที่ใช้   ประโยชน์โดย ส.ป.ก.จัดสรรงบประมาณสนับสนุนจัดอัตราส่วน 1 ต่อ 1 คือ เกษตรกร 1 ไร่ ส.ป.ก.    สมทบ 1 ไร่ ดูตามสภาพแต่ละพื้นที่
 
พระสมุห์สนั่น พนาโป เจ้าอาวาสวัดด่านชัย ต.วังหิน กล่าวว่า บริเวณวัดด่านชัยเป็นพื้นที่แห้งแล้ง โล่งเตียน ต่อมามีที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ส.ป.ก.  ขอนแก่นจัด โครงการพื้นฟูสภาพแวดล้อมในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งตรงกับความคิดของอาตมา จึงร่วมกันพิจารณาถึงความเหมาะสมของพื้นที่ภายในวัด โดยเริ่มเห็นว่าไม้ไผ่เป็นพืชที่คนภาคอีสานรู้จักดี เป็นอาหารและไม้เศรษฐกิจ โตเร็วเพียง 7 เดือนก็ให้ประโยชน์แล้ว จึงได้นำมาปลูก และเสริมต้นไม้ยางนา ผ่านไปไม่นานพืชทั้งสองชนิดก็เจริญเติบโต ให้ความร่มรื่นเกิดพืชสมุนไพร เช่น เห็ด กลายเป็นแหล่งอาหารของชุมชน อาตมาจึงได้ขยายผลให้แก่เกษตรกรพื้นที่ใกล้เคียงที่สนใจทำตาม สร้างชุมชนเป็นพื้นที่สีเขียว มีแหล่งอาหาร และรายได้สามารถ พึ่งพาตนเองได้อย่างดี
 
นายเสาร์ ขุลีทรัพย์ บ้านเลขที่ 15   หมู่ 6 เกษตรกรที่ร่วมโครงการในพื้นที่ ส.ป.ก. บอกว่า ได้แบ่งการเกษตรจำนวนกว่า 30 ไร่ลงปลูกพืชหลายอย่าง ตามคำแนะนำของ ส.ป.ก.อีกทั้ง    ยังเป็นแปลงสาธิตวันทอดผ้าป่าปลูกต้นไม้วัน   วิสาขบูชาอีกด้วย ซึ่งที่ดินอยู่ติดถนนเข้าหมู่บ้านให้ปลูกยางนาและไม้ยืนต้นตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงข้าง ๆ มีสระน้ำ รอบสระปลูกพืชสวนไว้เป็นอาหารทางสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ให้การสนับสนุนส่งเสริมดำเนินงานด้านงบประมาณ ตนเองจะเข้าร่วมการเสวนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดหลักสูตรการเสวนา ปราชญ์เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเป็นแกนหลักปลูกต้นไผ่เป็นไม้หลักอย่างน้อย 1 ไร่ แซมด้วยต้นยางนาประมาณ 50 ต้น และให้ขยายผลแก่เกษตรกรข้างเคียงอีก 1 ไร่ ในรูปแบบเดียวกัน ในอนาคตพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินจะเป็นแหล่งอาหารโดยเฉพาะหน่อไม้ เพราะคนอีสานนิยมบริโภคทั้งสดและแปรรูป และ ส.ป.ก.ลงมือปลูกไผ่ พืชผัก และพืชหลังฤดูทำนา เกษตรกรบอกว่ามีความสุขมาก ผลผลิตไม่ต้องไปขายที่ไหนเลย ตลาดมาซื้อถึงบ้าน
 
ส่วน นายบุญเลิศ แก้วจันทึก ตัวแทนเกษตรกรในที่ดิน ส.ป.ก.หลังจากเข้าร่วมเสวนาเป็นปราชญ์เกษตรกรก็ได้นำความรู้ไปลงพื้นที่แล้ว เช่นขุดหลุมใส่ปุ๋ยรองพื้น พร้อมที่จะปลูกไผ่และยางนา ในทันทีมีฝนตกลงมาจะไม่อยู่นิ่งเฉย ตนอยากเห็นพื้นที่ ส.ป.ก.ของตนเองมีต้นไม้มาก ๆ ร่มรื่นเหมือนวัดด่านชัย นับเป็นวนเกษตรที่เห็นเป็นรูปธรรม อยากให้ทุกพื้นที่ ส.ป.ก.เป็นเขตปฏิรูปที่ดินอย่างจริงจัง
 
ด้าน นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเสริมว่าเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเริ่มเพียง 12 รุ่น ที่ผ่านมาพบว่า เกษตรกรมีความตั้งใจที่จะสานต่อแนวคิดของ พระสมุห์สนั่น พนาโป การสร้างวนเกษตรในที่ทำกินของเกษตรกร จะทำให้เกษตรกรดำรงชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง แบ่งพื้นที่ทำกิน ปลูกพืชหลายชนิด เรียนรู้การรวมกลุ่มพึ่งพาตนเอง ลดความเสี่ยงในการทำการเกษตร  ทุกวันเกิดของทุกคนร่วมกันปลูกต้นไม้ปีละต้น เพียงเท่านี้พื้นที่ที่พี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินก็จะเขียวขจีพบแต่ความสุขร่มเย็น แผ่นดินของพี่น้อง ส.ป.ก. ก็จะเป็นแผ่นดินทองในวันข้างหน้า
 
และล่าสุดเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็ได้ จัดกิจ   กรรมรณรงค์การปลูกต้นไม้ยางนาและต้นไผ่ ที่วัดด่านชัยโดยมี การแข่งขันแปรรูปอาหารจากหน่อไม้ ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้าน ผลรางวัลชนะเลิศคือ กลุ่มบ้านโสกนาค อ.เปือยน้อย และรองชนะเลิศ บ้านโจดหนองแก อ.พล กับบ้านหนองยางแบมบลู หมู่ 8 อ.หนองสองห้อง ส่วนกลุ่มอื่น ๆ ได้รางวัลชมเชยทั้งหมด กำหนดการทำเมนูอาหาร 3 ชนิด ได้แก่ แกงหน่อไม้ ซุบหน่อไม้ และห่อหมกหน่อไม้ กิจกรรมนี้ได้สร้างความสนุกสนานสามัคคีเป็นกันเองไม่แบ่งสีแบ่งฝ่ายในงานทอดผ้าป่าสมทบปลูกต้นไผ่
 
หลังเสร็จงานต่างคนก็นำกล้าไม้ไผ่ไปปลูกกันคนละต้นสองต้นเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมร่วมกันอีกด้วย.

อดิศักดิ์  วนาทรัพย์ดำรง

ประปาเขต 10 ยกเครื่องทั้งระบบนำเทคโนฯทันสมัยมาใช้

Filed under: ข่าวภูมิภาค — admin @ 11:50 pm

 

แก้ปัญหาขาดแคลนการสูญเสียน้ำอุปโภคบริโภค

หากพูดถึงการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ถือว่าเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการบริการด้านจัดหาน้ำสะอาดเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่การวางแผนจัดหาแหล่งน้ำ จัดสร้างระบบผลิต และจ่ายน้ำประปา การควบคุมกรรมวิธีในการผลิตน้ำ การอำนวยความสะดวกในการบริการจ่ายน้ำประปาสู่ประชาชน   รวมทั้งควบคุมคุณภาพน้ำประปา ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนที่ใช้น้ำประปามีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์อยู่เสมอ ดังนั้น “น้ำประปา” จึงเป็นน้ำสะอาดปราศจากเชื้อโรค และพิษภัยต่าง ๆ เหมาะสำหรับใช้อุปโภค-บริโภคในครัวเรือน โรงงานอุตสาห กรรม ฯลฯ
 
ยิ่งในช่วงหน้าแล้งนี้เชื่อว่าประชาชนต่างต้องการใช้น้ำประปาจำนวนมาก ทีมข่าวภูมิภาคจึงขอตรวจสอบความมั่นใจกับผู้อำนวยการสำนักงานประปาเขต 10 จังหวัดนครสวรรค์ ผู้ที่รับผิดชอบ ส่งน้ำในการอุปโภค-บริโภค แก่พี่น้องประชาชนหลายล้านครัวเรือนในพื้นที่ 9 จังหวัด ในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน คุมแหล่งน้ำดิบที่สำคัญในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปิง วัง ยม และ น่าน และแหล่งน้ำดิบในลุ่มน้ำป่าสัก ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการผลิตน้ำดิบที่สำคัญลำดับต้น ๆ ของประเทศเลยทีเดียว
 
นายณรงค์ วงษ์พยัคฆ์ ผู้อำนวยการสำนักงานประปาเขต 10 เปิดเผยว่า สภาวการณ์ปัจจุบันประชาชนและโรงงานอุตสาหกรรมมี   ความต้องการใช้น้ำประปาเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่แหล่งน้ำธรรมชาติมีอยู่จำกัด ประกอบกับการประปาที่มีอยู่เดิมมีอัตราการผลิตน้อยมาก และการประปา ที่รับโอนมาก็อยู่ในสภาพ  ที่เสื่อมโทรมไม่สามารถ    ให้บริการน้ำสะอาดแก่ประชาชนได้เพียงพอ     การประปาจึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงขยาย เพื่อเพิ่มกำลังผลิต เปลี่ยนเส้นท่อ ขยายเขตการให้บริการ ตลอดจนมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้เพื่อให้ทันกับความต้องการของประชาชน และความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งแต่ละปีการประปาส่วนภูมิภาค จึงได้มีการปรับปรุงขยายการให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชนตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั้ง 26 ประปา
 
“ขอให้มั่นใจว่าน้ำประปาที่แจกจ่าย ให้บริการสู่ประชาชนนั้น  มีการควบคุมคุณภาพ  น้ำโดยการตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพน้ำ อย่างละเอียด และสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ใน มาตรฐานน้ำบริโภคแก่ประชาชนทั่วประเทศ สำหรับอุปโภค-บริโภคก่อนแจกจ่ายสู่ประชาชน นอกจากนี้ยังมีการออกไปเก็บตัวอย่างน้ำประปาจากสำนักงานประปาต่าง ๆ มาตรวจสอบคุณภาพอยู่เป็นประจำ หากพบว่าคุณภาพน้ำเปลี่ยนไป จะทำการหาสาเหตุและจัดการแก้ไขทันที สร้างความอุ่นใจแก่พี่น้องประชาชนได้” ผู้อำนวยการสำนักงานประปาเขต 10 กล่าว
 
นายณรงค์กล่าวด้วยว่า ก้าวต่อไปของประปาเขต 10 ที่กุมหัวใจของการผลิตการแจก จ่ายน้ำ เพื่อการอุปโภค-บริโภค แก่พี่น้องประชาชน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบนอย่างไม่หยุดยั้ง ประปาเขต 10 จะทุ่มงบประมาณไม่ต่ำกว่า 90 ล้านบาท เพื่อพัฒนาการส่งน้ำ การขุดหาแหล่งน้ำดิบ และการบริการประชาชนให้ได้รับความสะดวก ในระยะสั้นช่วงหน้าแล้งนี้ทางประปาเขต 10 จะบริหารจัดการแหล่งน้ำดิบที่มี   อยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ จัดสรรแจกจ่ายน้ำให้พี่น้องประชาชนอย่างเพียงพอช่วงหน้าแล้งนี้ โดยเฉพาะที่ลุ่มป่าสัก ในพื้นที่จังหวัดเพชร บูรณ์ตอนล่าง อาทิ อำเภอบึงสามพัน หนองไผ่ วิเชียร บุรี ศรีเทพ และ จังหวัดพิจิตร ในอำเภอตะพานหิน ทับคล้อ เป็นต้น คาดว่าพื้นที่ดังกล่าวใน ปี 2553 จะสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด เพราะว่าทางประปาเขต 10 จะเพิ่มการขุดสระเก็บน้ำผลิต เพิ่มและวางท่อระยะทาง 20 กม.จากตะพานหิน-ทับคล้อ ต่อไป
 
ส่วนแผนที่จะสร้างความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชนเรื่องของน้ำนั้น ในระยะยาวจะเพิ่มสถานีแรงดันน้ำและบริหารจัดการปริมาณน้ำสูญเสียให้ ลดลง ตรวจสอบมาตรวัดน้ำ ท่อแตก ประปา  เขต 10 จะเป็นพี่เลี้ยงให้สำนักงานประปาทั้ง 26 ประปา จาก 9 จังหวัด ให้เข้าไปแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้หมดไปโดยเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส เพิ่มเทคโนโลยีและความจริงใจ
 
ผู้อำนวยการประปาเขต 10 นคร สวรรค์ บอกด้วยว่า การเพิ่มประสิทธิภาพที่ประชาชนสามารถรับรู้การเปลี่ยนแปลงได้ช่วงนี้คือ โครงการอ่านมาตรวัดน้ำด้วยวิธีใหม่โดยการนำเอาเทคโนโลยีมาช่วยอ่านมาตรวัดน้ำ เจ้าหน้าที่จะ  นำเครื่องอ่านมาตรวัดน้ำแบบพกพา หรือเครื่องอ่านแบบ Hand Held ซึ่งเครื่องนี้จะสามารถอ่านค่าน้ำได้มากมาย และเมื่ออ่านมาตรวัดน้ำแล้ว จะสามารถประมวลผลแจ้งให้ประชาชนผู้ใช้น้ำผ่านใบแจ้งหนี้ทันที ประชาชนสามารถเลือกที่จะไปชำระเงินตามสถานที่ที่สะดวกทั่วประเทศ ที่สำคัญประชาชนสามารถตรวจสอบหน่วยการใช้น้ำได้และสามารถทราบค่าน้ำประปาได้ทันที มีทางเลือกหลากหลายในการชำระค่าน้ำ และสามารถสอบถามเจ้าหน้าที่หากพบข้อผิดพลาด
 
“ทั้งหลายทั้งปวงที่การประปาส่วน    ภูมิภาคและประปาเขต 10 จังหวัดนครสวรรค์ พยายามที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการบริการเพื่อสนองรูปแบบการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชนผู้ใช้น้ำประปาที่เปลี่ยนไป ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้มุ่งเน้นให้ประชาชนผู้รับบริการสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ลูกค้าที่เข้ามาหาเราที่ประปานั้น ทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกค้าเรากลับไปด้วยความสบายใจ” นายณรงค์กล่าว
 
นับว่าผู้บริหารยุคใหม่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล นำเอาหลักการทำงานที่เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส เพิ่มเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ เพื่อพี่น้องประชาชนที่ใช้บริการประปาเขต 10 จำนวน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน จะได้อุ่นใจ สบายใจ และสะดวก รวดเร็วในการใช้บริการ ซึ่งหน้าแล้งปีต่อ ๆ ไป พี่น้องประชาชนผู้ใช้บริการจะสบายใจได้แน่นอน.

วสุกิจจ์ เหล่าอินทร์

นครพิษณุโลกรณรงค์ ‘ครอบครัว 3 Rs ลดโลกร้อน’

Filed under: ข่าวภูมิภาค — admin @ 11:50 pm

 

ปลุกจิตสำนึกประชาชนตื่นตัวช่วยกันแก้ปัญหา

ปัจจุบันภาวะโลกร้อนนับเเป็นภัยพิบัติหรือปัญหาใหญ่ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างมากและร่วมมือกันช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งสาเหตุหลักของปัญหานี้มาจากการที่มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิง    ต่าง ๆ เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ

หรือสารประกอบไฮโดรคาร์บอน เพื่อผลิตพลังงานโรงงานอุตสาหกรรม ควันรถยนต์ จนก่อให้เกิดภาวะก๊าซ   เรือนกระจกหรือ Greenhouse Effect ส่งผลให้   ระดับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีปริมาณ  เพิ่มมากขึ้นและได้กักเก็บความร้อนไว้ในโลกของเรามากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นภาวะโลกร้อน โดยสังเกตได้จากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งภาวะโลกร้อนก่อให้เกิดผลกระทบต่อโลกหลายอย่าง เช่น     การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ความแห้งแล้งอย่างรุนแรง เกิดภาวะน้ำท่วมหรืออุทกภัยในประเทศต่าง ๆ บ่อยมากขึ้น จนทำให้บ้านเมืองเสียหาย และผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก และการเกิดความสูญเสียด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกได้ร่วมกันหาวิธีในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนกันมากขึ้นซึ่งถือเป็นปัญหาระดับโลก  พร้อมทั้งรณรงค์เพื่อปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวและหันมามีส่วนร่วมในการช่วยกันแก้ปัญหาดังกล่าว
 
นางเปรมฤดี ชามพูนท นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก กล่าวว่า ความตื่นตัวในวิกฤติการณ์ ด้านสิ่งแวดล้อมของโลกเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง เมื่อรัฐบาลสวีเดนได้เสนอต่อองค์การสหประชาชาติ  ถึงวิกฤติการณ์สิ่งแวดล้อม     ซึ่งต่อมาได้ร่วมกันจัดการประชุมที่เรียกว่า “การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์” (UN     CONFERENCE ON   THE HUMAN ENVI-         RONMENT) ที่กรุงสตอกโฮล์มประเทศสวีเดน ระหว่าง  วันที่ 5-16 มิถุนายน 2515 โดยใช้เวลาเตรียมการประชุม  ครั้งนี้ถึง 3 ปี เพื่อจัดทำร่าง  ข้อเสนอต่าง ๆ รวมทั้งแผน   การดำเนินการและปฏิญญาว่า      ด้วยสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ ในการประชุมครั้งนี้มีผู้       ร่วมประชุมถึง 1,200 คน จาก 113 ประเทศ นอก    จากนั้นยังมีผู้สังเกตการณ์อีกกว่า 1,500 คน จาก                   หน่วยงานรัฐ องค์การสหประชาชาติ สื่อมวลชนแขนง ต่าง ๆ และตัวแทนเยาวชนและกลุ่มนักศึกษาจาก           ทั่วโลก ซึ่งผลการประชุมนับว่าประสบ           ผลสำเร็จอย่างงดงาม เพราะเป็นครั้งแรกที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ได้หันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมขจัดภยันตรายด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังคุกคามโลกของเรา และมีการตกลงที่จะร่วมมือกันในด้านต่าง ๆ ด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญคือองค์การสหประชาชาติได้จัด ตั้ง โครงการสิ่งแวดล้อมแห่ง    สหประชาชาติ (UNEP:    UNITED NATIONS ENVIRONMENT PROGRAMME) ขึ้น และรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ได้รับข้อตกลงจากการประชุมดังกล่าวจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศของตน รวมทั้งประเทศไทย รัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2518 และก่อตั้งสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในปีเดียวกัน ดังนั้นเพื่อ       เป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นของการร่วมมือระหว่างชาติทั่วโลกในด้านสิ่งแวดล้อม วันที่ 5 มิถุนายน อันเป็นวันเริ่มประชุมจึงได้ประกาศให้เป็น “วันสิ่งแวดล้อมโลก” (WORLD ENVIRON-MENT DAY)
   
ในส่วนของเทศบาลนครพิษณุโลกเป็นหน่วยงานที่ให้ความสำคัญในการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเทศบาลนครพิษณุโลกร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ได้จัดกิจกรรมการรณรงค์เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมขึ้น ระหว่างวันที่ 5-6 มิถุนายน 2552 ซึ่งคำขวัญของวันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปี 2552 ก็คือ “คุณคือพลัง ช่วยหยุดยั้งภาวะโลกร้อน” ทั้งนี้เพื่อประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการหยุดโลกร้อน เสริมสร้างความรักความสามัคคี และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างมีส่วนร่วมของประชาชนชาวพิษณุโลก สำหรับกิจกรรมเริ่มขึ้นในวันที่ 6 มิถุนายน 2552 เวลา 08.00-11.30 น. มีขบวนรณรงค์วันสิ่งแวดล้อมโลก ประกอบด้วยขบวนกลองยาว ป้ายรณรงค์ แฟนซีลดโลกร้อน แฟนซี 3 Rs กิจกรรมการปลูกป่าลดโลกร้อน ณ สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (แยกเรือนแพ) และในเวลา 13.00-20.00 น. ณ สวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติ เทศบาลนครพิษณุโลกจัดงาน “ครอบครัว 3 Rs ลดโลกร้อน” โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น ลงทะเบียนรับของที่ระลึก กระเป๋า 3 Rs กิจกรรมขยะรีไซเคิลเพื่อน้องเปิด       รับบริจาคขยะรีไซเคิลเพื่อเป็นทุนการศึกษาเด็ก สนุกกับซุ้มนิทรรศการของเครือข่ายครอบครัว 3 Rs ลดโลกร้อน พร้อมของที่ระลึกและรางวัลมากมาย การประกวดหนุ่มสาว 3 R การแสดงบนเวที ลุ้นรับรางวัล เรียนทำขนมหยกมณี ขนมลูกชุบ และสนุกสนานกับกิจกรรมวาดภาพ ระบายสี ภายใต้หัวข้อ       “ครอบครัว 3 Rs ลดโลกร้อน”
 
จึงขอเชิญชวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมภายในงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ตามวัน เวลาดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถาม    รายละเอียดได้ที่ สำนักการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สำนักงานเทศบาลนครพิษณุโลก โทร. 0-5523-1400-9 ต่อ 306.

มาโนชญ์  บุญยัง

ชาวกาฬสินธุ์ตื่นตัวหวั่นติด ‘หวัด 2009′ แห่ตรวจสุขภาพ

Filed under: ข่าวภูมิภาค — admin @ 11:50 pm

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ได้จัดหน่วยเคลื่อนที่ออกบริการตรวจสุขภาพฟรี ที่พุทธบูชาคลินิก วัดป่ามัชฌิมวาส บ้านดงเมือง ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ เพื่อลดความแออัดจากการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาล ทั้งนี้ โดยมีสาเหตุจากที่มีข่าวการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดหมูสายพันธุ์เอช 1 เอ็น 1 ที่ประเทศเม็กซิโก ทำให้ประชาชนชาวจังหวัดกาฬสินธุ์มีการตื่นตัว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่เลี้ยงหมูและเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงและเป็นช่องทางให้ได้รับเชื้อดังกล่าวสูงกว่าบุคคลทั่วไป
 
นายแพทย์สมปอง เจริญวัฒน์ ผอ.โรงพยาบาลกาฬสินธุ์กล่าวว่า หลังเกิดการแพร่เชื้ออย่างรุนแรงของไข้หวัดหมูหรือหวัดเม็กซิโก สายพันธุ์เอช 1 เอ็น 1 ซึ่งมีความรุนแรงทำให้ผู้ได้รับเชื้อเสียชีวิตฉับพลัน พบว่ามีประชาชนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะผู้ที่เลี้ยงหมูและมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง ต่างตื่นตัวเข้ารับการตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลวันละกว่า 1,500 ราย จึงทำให้เกิดความแออัด ไม่สะดวกต่อการเข้ารับบริการ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้รับการบริการที่รวดเร็ว จึงได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ตรวจสุขภาพฟรีให้กับประชาชน ที่พุทธบูชาคลินิก วัดป่ามัชฌิมวาส ซึ่งจะมีการคัดกรองคนไข้ หรือผู้ที่มีอาการของโรคต่าง ๆ ด้วย พร้อมกันนี้ยังได้ให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคไข้หวัดหมู กำชับให้รักษาสุขภาพ หากพบว่ามีอาการเจ็บป่วย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสุขภาพดังกล่าว ยังไม่พบว่าประชาชนชาวจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับเชื้อเอช 1 เอ็น 1 แต่อย่างใด.

‘นายกสุรพล’ เกาะติดไข้เลือดออกใกล้ชิด

Filed under: ข่าวภูมิภาค — admin @ 11:50 pm

 

ล้อมคอกพื้นที่เสี่ยงคาดรุนแรงกว่าทุกปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทศบาลเมืองน่าน นำทีมงานร่วมกับกองสาธารณสุข เร่งติดตามผลการดำเนินงานเฝ้าระวังและป้องกัน ด้วยการบริการฉีดพ่นสมุนไพรกันยุงในพื้นที่เสี่ยงเขตเทศบาลอย่างเร่งด่วน คาดปีนี้การระบาดของโรคไข้เลือดออกจะรุนแรงกว่าทุก ๆ ปี ทั้งนี้ นายสุรพล เธียรสูต นายกเทศมนตรีเมืองน่าน นำทีมงานของเทศบาล อาทิ กองสาธารณสุข สัตวแพทย์ พร้อมเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ร่วมรณรงค์และ ออกบริการฉีดพ่นยาฆ่ายุงตามท่อน้ำ ตามบ้านเรือนของประชาชน และในพื้นที่เสี่ยงในเขตเทศบาลเมืองน่าน อย่างเร่งด่วน โดยจะได้ร่วมมือกับทางสาธารณสุข โรงพยาบาลน่าน และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ร่วมมือกันออกไปบริการฉีดพ่นยาให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ในการกำจัดลูกน้ำยุงลาย และภาชนะเก็บน้ำและอื่น ๆ ที่มีน้ำขังด้วย เป็นการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายที่เป็นพาหะของการเกิดโรคไข้เลือดออก โดยเฉพาะสถานบริการ ร้านอาหาร เป็นการเร่งรณรงค์พร้อมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อควบคุมการระบาดของโรคไข้เลือดออกอย่างเร่งด่วนแล้ว
 
นอกจากนี้ยังได้มีการประชาสัมพันธ์ให้มีการเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก โดยไม่ทราบสาเหตุ เน้นเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน ให้ผู้ปกครองเฝ้าดูแลอาการอย่างใกล้ชิด หากสงสัยเป็นโรคไข้เลือดออก ควรพาไปพบแพทย์หรือปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ใกล้ที่สุด พร้อมเร่งรัดประชาสัมพันธ์ แจ้งเตือนให้ประชาชนทราบ และดำเนินการรณรงค์กำจัดลูกน้ำยุงลายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือทุกวันศุกร์ และให้ถือเป็นกิจวัตร นายสุรพล เธียรสูต นายกเทศมนตรีเมืองน่าน กล่าวว่า ธรรมชาติของไข้เลือดออกจะมาคู่กับหน้าฝน และมีการระบาดเกิดขึ้นแบบปีเว้นปี โดยเฉพาะปีนี้ คาดการณ์ว่าจะมีความรุนแรงสูง แต่จังหวัดน่าน ยังโชคดี ที่ยังไม่มีคนเสียชีวิต ตอนนี้อยู่ในการเฝ้าระวังอยู่ว่า ไข้เลือดออกที่เป็นอยู่นี้เป็นไข้เลือดออกธรรมดา หรือมีเชื้อเดงกี่ ซึ่งทางเทศบาลได้เร่งพ่นยาในหลายชุมชนแล้ว โดยมีการเตรียมการไว้กับทางโรงพยาบาลน่าน สาธารณสุขจังหวัด ค่ายทหาร ด้วยการไปพ่นหมอกควันน้ำยาสมุนไพรไว้ก่อนหน้าที่จะมีการระบาด และฝากย้ำว่า สารเคมีที่เราพ่นนี้ ไม่สามารถกำจัดยุงลายให้หมดสิ้นไปได้ เพียงแต่เป็นการคุมพื้นที่มิให้ระบาดเท่านั้น อยากฝากพี่น้องชุมชนเขตเทศบาลเมืองน่านทุกคน รวมทั้งประชาชนในทุกพื้นที่ของจังหวัดน่าน ร่วมช่วยกันสอดส่องหาวิธีที่ดีที่สุดคือการทำอย่างไรไม่ให้ลูกน้ำกลายเป็นยุงได้ นั่นคือ การช่วยกันเป็นหูเป็นตา สำรวจ     แหล่งลูกน้ำยุงลาย แล้วทำลายเสีย ไข้เดงกี่เป็นคล้าย ๆ ไข้เลือดออกแต่เกิดจากยุงรำคาญลักษณะค่อนข้างดูยากต้องให้แพทย์เป็นคนระบุออกมาว่าเป็นไข้ หรือไข้เลือดออกซึ่งโรคนี้หากหาหมอทัน ก็สามารถรักษาหายได้แต่ถ้าหาหมอไม่ทันอาจถึงแก่ชีวิต.

หอฯเมืองเกินร้อยเผยไตรมาส 2 เงินสะพัดกว่า 60 ล้าน

Filed under: ข่าวภูมิภาค — admin @ 11:50 pm

 

โครงสร้างเศรษฐกิจจัดหวัดอันดับ 2 อยู่ที่สาขาการเกษตร
 
นายเรืองรัตน์ รัตนโภคาสถิต ประธานหอการค้าจังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยถึงเศรษฐกิจของจังหวัดในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมาว่ากระเตื้องขึ้นมาจากการหลั่งไหลกลับบ้านของผู้ใช้แรงงานและประชาชนที่ไปทำงานอยู่ต่างจังหวัดในช่วงวันหยุดยาว ซึ่งมีการจับจ่ายใช้สอยในสินค้าจำพวกเครื่องอุปโภคบริโภค และได้รับอานิสงส์จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ด้วยเช็คช่วยชาติ ที่มียอดเงินจากเช็คช่วยชาติสะพัดทั่วจังหวัดในเดือนที่ผ่านมากว่า 60 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเงินจำนวนนี้กระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดร้อยเอ็ดได้เป็นอย่างดี เมื่อ มีการหมุนเวียนก็จะเกิดการผลิต การจ้างงาน และเกิดรายได้ตามมา นี่คือสิ่งที่หอการค้าร้อยเอ็ดกำลังดำเนินการรณรงค์อยู่ไม่ว่าจะทำเป็นแผ่นพับ เอกสาร ป้ายคัตเอาต์ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่ได้รับเช็คนั้นอยาก จับจ่าย นอกจากนี้ตั้งแต่เดือนเมษายนนี้เป็นต้นไปจนถึงเดือนตุลาคม 2552 จะมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่จังหวัด คือจากโครงการเรียนฟรี 15 ปี โดยเฉพาะในส่วนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 255 ล้านบาท และมีเม็ดเงินที่จะเพิ่มเข้ามาอีกส่วนคือค่าตอบแทนของ อสม. ซึ่งจังหวัดร้อยเอ็ดมี อสม.อยู่ถึง 33,000 คน มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจาก จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเม็ดเงินก้อนนี้จะเข้ามาสู่จังหวัด ประมาณเดือนละ 20 ล้านบาท จากค่าตอบแทน อสม.คนละ 600 บาท ทำให้ตลอดระยะเวลา 6 เดือนจังหวัดร้อยเอ็ดจะมีเงินสะพัดจากส่วนนี้ 180 ล้านบาท
 
นอกจากนี้ยังมีเงินก้อนโตเข้ามาอีกทางจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของจังหวัดที่ลงทะเบียนไว้จำนวน 6 หมื่นคน ซึ่งผู้สูงอายุ 1 คน จะได้เบี้ยยังชีพคนละ 500 บาท/เดือน รวม 6 เดือน ก็จะมีเงินสะพัดเข้ามากว่า 180 ล้านบาท ดังนั้นเงินทั้งหมดจากโครงการเช็คช่วยชาติ, เรียนฟรี 15 ปี, อสม. และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุนับจากเดือนเมษายน คือไตรมาสที่ 2 ของปี 2552 นี้ ไปจนถึงไตรมาสที่ 3 และ 4 ในเดือนตุลาคม 2552 จะทำให้ในจังหวัดร้อยเอ็ดมีเงินสะพัดถึง 620 ล้านบาท ซึ่งเราคาดการว่าเม็ดเงินดังกล่าวแม้จะสะพัดในบางส่วน แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องจะเกิดการจ้างงาน เกิดการหมุนเวียนของงาน หากมีเงินสะพัดถึง 5 รอบของการใช้เงิน จะเกิดการใช้จ่ายในจังหวัด 3,000 ล้านบาท  ถึงตุลาคม อย่างน้อยเม็ดเงิน 620 ล้านบาท นั้นจะเทียบได้เป็น 1.4% ของ GDP ของจังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อปี 2549  ดังนั้น ถ้าหากว่าในอัตราการเติบโต หรือการขยายตัว ของ GDP ในอัตรา 1.4% ก็ถือว่าเป็นจำนวนที่มากพอสมควร ที่จะเกิดการผลิต การจ้างงาน และการใช้จ่ายมากขึ้น นี่คือแนวโน้มเศรษฐกิจของจังหวัดร้อยเอ็ด ประกอบกับรายงานของแบงก์ชาติภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แจ้งว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะได้รับผลกระทบในส่วนของเศรษฐกิจน้อยเนื่องจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกี่ยวข้องกับเรื่องการผลิตด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเกษตรกรรม ดังนั้นจะเห็นได้ว่าถึงแม้ว่า GDP ภาพรวมของประเทศ GPP ภาพ รวมของประเทศอาจจะติดลบถึงร้อยละ 3 ร้อยละ 5 หรือร้อยละ 8 ร้อยละ 9 แต่ในภาคอีสานอาจมีการเจริญเติบโตถึง 1 หรือ 2 ของ GDP ซึ่งนั่นก็เป็นผลดี โดยเฉพาะจังหวัดร้อยเอ็ดจะเห็นได้ว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของจังหวัดรายได้อันดับ 2 อยู่ที่สาขาการเกษตร ซึ่งจังหวัดร้อยเอ็ดมีชื่อเสียงในเรื่องการปลูกข้าวหอมมะลิสู่ตลาดโลกสามารถผลิตได้จำนวน 753,000 ตัน
 
ขณะเดียวกันเราก็ได้ตรวจสอบในส่วนของการจ้างงาน การว่างงานในจังหวัด ปรากฏว่าในเดือนมกราคมที่ผ่านมามีผู้ว่างงานเพียง 700 อัตราเท่านั้น  มีผลกระทบน้อยมาก ซึ่งมีเพียงโรงงานที่เกี่ยวกับการผลิตชิ้นส่วนด้านอิเล็กทรอนิกส์และเป็นสมาชิกของหอการค้าฯ กำลังการผลิตลดลงร้อยละ 30 และลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 จะเห็นได้ว่าโรงงานอยู่ในภาวะตกท้องช้างอยู่ในจุดต่ำสุดเป็นระยะเวลา 2 เดือน อัตราการจ้างงานไม่มีการจ้างงานเพิ่ม แต่ขณะเดียวกันโรงงานก็ใช้ระบบลดการทำงานลง ลดจำนวนวัน ลดโอทีลง ทำให้ไม่กระทบต่อการจ้างงานในจังหวัด จึงถือเป็นความโชคดีของจังหวัดร้อยเอ็ดที่เศรษฐกิจอยู่บนพื้นฐานของเกษตรกรรมและรายได้หลักอีกอันคือรายได้จากการค้าปลีก-ค้าส่ง จะเห็นได้ว่าโครงสร้างเศรษฐกิจในส่วนนี้อยู่ในอัตราร้อยละ 25 ของ GDP ของจังหวัด และจากการตรวจสอบข้อมูลโมเดิร์นเทรด ร้านค้าปลีก-ค้าส่งขนาดใหญ่ทั้งสองแห่งในจังหวัดร้อยเอ็ด พบว่าในเดือนธันวาคมที่ผ่านมามีการเจริญ เติบโตทั้งสองแห่งอยู่ที่ 97% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของ ปี 2550 ซึ่งนั่นก็หมายความว่าอัตราการเจริญเติบโตของห้างค้าปลีก-ค้าส่งในจังหวัดร้อยเอ็ดได้สะท้อนให้เห็นการจับจ่ายของประชาชนยังมีอยู่มากและยังมีเสถียรภาพ เพียงแต่ว่าปัจจัยซึ่งเราไม่สามารถจะควบคุมได้และเรากำลังติดตามอยู่อย่างใกล้ชิดในขณะนี้คือ ศักยภาพทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการ นี่คือภาพรวมทั้งหมดของเศรษฐกิจจังหวัดร้อยเอ็ด.

ผังเมืองแม่ฮ่องสอนจัดเวิร์กช็อปฟังความคิดเห็นประชาชน

Filed under: ข่าวภูมิภาค — admin @ 11:50 pm

 

วางแผนระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเขตเทศบาลแม่สะเรียง
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ หอประชุมอำเภอแม่สะเรียง นายมนตรี บำรุงกิจ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดโครงการประชุม เชิงปฏิบัติการและรับฟังความคิดเห็น งานศึกษาวางแผนหลัก ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เทศบาลตำบลแม่สะเรียง และชุมชนต่อเนื่อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลแนวทางเลือกและแผนหลักในการป้องกันน้ำท่วมในเขตเทศบาลตำบลแม่สะเรียงและชุมชนในเขตผังเมือง ซึ่งประกอบไปด้วย ชุมชนวัดจองคำ ชุมชนมงคลทอง ชุมชนมะขามจุม ชุมชนบ้านโป่งนอก ชุมชนบ้านโป่งใน ชุมชนคริสเตียน ชุมชนในเวียง ชุมชนมุสลิม รวมถึง ชุมชนในเขตของ อบต.บ้านกาศ อบต.แม่คง อบต.แม่ยวม และ อบต.แม่สะเรียง โดยมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมีประชาชนให้ความสนใจเข้ารับฟังและสังเกตการณ์กว่า 80 คน
 
ด้าน นางศันสนีย์ ศรีศุกรี รักษาการผู้อำนวยการกองผังเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวเพิ่มเติมว่า สืบเนื่องจากที่ผ่านมาจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมในปี 2537 และปี 2544 เกิดจากน้ำเอ่อล้นจากแม่น้ำยวมและแม่น้ำแม่สะเรียงเข้าท่วมที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตรริมน้ำเป็นประจำต่อเนื่องส่งผลให้เกิดความเสียหายในชุมชนโดยรวม ดังนั้นทางกรมโยธาธิการและผังเมือง จึงได้ว่าจ้างบริษัท โปรเกรส เทคโนโลยี คอนซัลแท็นส์ จำกัด ดำเนินการศึกษาวางแผนหลัก ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบระบบป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เทศบาลตำบลแม่สะเรียงและชุมชนในเขตผังเมืองชุมชนแม่สะเรียงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยจัดให้ระบบการป้องกันน้ำท่วมสอดคล้องกับสภาพการใช้ที่ดินและสภาพภูมิประเทศ ซึ่งในวันนี้ ทางตัวแทนบริษัทได้นำเสนอแบบระบบการป้องกันต่าง ๆ ให้กับประชาชนได้รับทราบและเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากชุมชน
 
สำหรับผลของการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมตามแนวสองฝั่งลำน้ำยวมต่างมีข้อเสนอแนะไปในทิศทางเดียวกันว่า ต้องการให้มีการสร้างพนังกั้นน้ำตลอดแนวลำน้ำยวมเพื่อป้องกันปัญหาน้ำล้นตลิ่ง ส่วนการสร้างคันกั้นหรือการยกระดับถนนในพื้นที่หมู่บ้านไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ.

อบจ.จันทบุรีผนึกศูนย์ควบคุมโรคติดต่อ

Filed under: ข่าวภูมิภาค — admin @ 11:50 pm

 

ตัดตอน ‘ยุงลาย’ เฝ้าสถานการณ์ไข้เลือดออก
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณลานค้าองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี นายพงศธร สัจจชลพันธ์ รอง ผวจ.จันทบุรี เป็นประธานรณรงค์คนจันท์ ร่วมใจ ต้านภัยไข้เลือดออก โดยมีนายแพทย์อุทัย ตันสุวรรณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดจันทบุรี กล่าวรายงาน ซึ่งจากการเฝ้าระวังสถานการณ์โรคไข้เลือดออก ในปี 2552 ของ จ.จันทบุรี ตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนเมษายน 2552 มีรายงานผู้ป่วยทั้งหมด 41 ราย พบผู้ป่วยสูงสุดที่อำเภอเมือง ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยเสียชีวิต และจากกระแสข่าวการระบาดของโรคไข้เลือดออกชิคุนกุนยาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งพาหะนำโรคเป็นยุงลายเช่นเดียวกัน
 
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ดังกล่าว จ.จันทบุรี จึงได้ให้ความสำคัญ และเร่งรัดดำเนินงานควบคุมโรคอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยเน้น   มาตรการ 4 ป. กำจัดลูกน้ำยุงลายพาหะนำโรค ได้แก่ ปิดฝาภาชนะที่เก็บน้ำให้มิดชิดเพื่อป้องกันยุงลายวางไข่ เปลี่ยนน้ำ ขัดล้างแจกันทุก 7 วัน ปล่อยปลากินลูกน้ำในภาชนะที่ปิดฝาไม่ได้ หรือใส่ทรายอะเบทกำจัดลูกน้ำยุงลาย และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในบ้าน และบริเวณรอบ ๆ บ้านของตนเองให้สะอาดไม่มีแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย แล้วจึงร่วมมือกันทำในชุมชน และที่สาธารณะ เช่น วัด มัสยิด โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก ฯลฯ
 
นายแพทย์อุทัย ตันสุวรรณ กล่าวอีกว่า เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไข้เลือดออก จ.จันทบุรี โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี, ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อนำโดยแมลงที่ 5.7, สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมือง, ศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลเมือง, โรงเรียน พร้อมอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ได้ออกดำเนินการรณรงค์หยอดทรายอะเบท พร้อมให้ความรู้กับประชาชนในพื้นที่ให้รู้จักป้องกันตัวเอง และการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย พร้อมขอความร่วมมือประชาชนในการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายทุกวันศุกร์อีกด้วย.

พัฒนาปุ๋ยไทยสู่มาตรฐานโลก

Filed under: ข่าวเกษตร — admin @ 11:50 pm

 

นายวิวัฒน์ วินิจฉัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท ห้องปฏิบัติ     การกลางฯ ร่วมกับสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเรื่องความร่วมมือในการวิเคราะห์ วิจัย และพัฒนาคุณภาพปุ๋ย  อุตสาหกรรมปุ๋ยและอุตสาหกรรมวัตถุอันตรายทางการเกษตรของไทยขึ้น โดยต่อไปผู้ประกอบการที่ลงนามจะร่วมทำการทดลองทั้งในห้องปฏิบัติการและในฟาร์มของเกษตรกร ตลอดจน

ร่วมมือในด้านการบริการ การตรวจสอบและ

วิเคราะห์คุณภาพ ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยและวัตถุอันตรายทางการเกษตรรวมทั้งสารเคมีอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นต่อการเกษตร เพื่อพัฒนาคุณภาพและออกหนังสือรับรองรายงานผลการวิเคราะห์คุณภาพ ให้ผู้ประกอบการมั่นใจในการทำการทดสอบคุณภาพและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ปุ๋ยและวัตถุอันตรายทางการเกษตรมากยิ่งขึ้น  
 
“ที่ผ่านมาการใช้ทรัพยากรในประเทศ เพื่อผลิตปุ๋ยและวัตถุอันตรายทางการเกษตรสำหรับทดแทนการนำเข้าของผู้ประกอบการไทย ยังไม่ได้รับการพัฒนาทั้งด้านวิชาการ     เทคโนโลยีการผลิต และบุคลากร ทั้ง ๆ ที่ทรัพยากรในประเทศมีเพียงพอที่จะนำมาผลิตในเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งปัญหานี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนามาตรฐานและอุตสาหกรรมการผลิตปุ๋ยและวัตถุอันตรายทางการเกษตรของประเทศ ทำให้สินค้าเกษตรของไทยไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกอย่างมีประสิทธิภาพ” นายวิวัฒน์ กล่าว.

Older Posts »

Powered by WordPress