กำแพงเพชร-อุทัยธานี-นครสวรรค์
"พระพุทธเจ้าหลวง” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงใช้เวลา 37 วัน ในการเสด็จประพาสต้นชลมารคเส้นทางภาคเหนือไปตามลำน้ำเจ้าพระยา จากกรุงเทพฯขึ้นไปยังกำแพงเพชร
แต่วันนี้การเดินทางมุ่งตรงไปยังกำแพงเพชรตามเส้นทางกำแพง เพชร-อุทัยธานี-นครสวรรค์ด้วยทางหลวงหมายเลข 32-1 ระยะทาง 358 กิโลเมตร ใช้เวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง และสามารถแวะเยี่ยมชมสถานที่ประวัติศาสตร์ตามรอยเสด็จประพาสต้นได้เกือบทั้งหมดภายในเวลาเพียงแค่ 3 วัน
22 ส.ค. 2449 พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จขึ้นที่ท่าน้ำวัดวังพระธาตุ เมืองไตรตรึงษ์ ทรงบันทึกไว้ว่า…พระธาตุนี้มีฐานแท่นซ้อนสามชั้น แล้วถึงชั้นคูหาบนเป็นรูปกลม ซึ่งกรมหลวงนริศ เรียกว่าทะนาน ถัดขึ้นไปจึงถึงบัลลังก์ปล้องไฉนเจ็ดปล้องปลีแล้วปักฉัตร ไม่ผิดกับพระเจดีย์เมืองฝาง…องค์พระเจดีย์ชำรุดพังลงมาเสียซีกหนึ่ง
วันนี้องค์เจดีย์ที่ว่าได้รับการบูรณะให้อยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์ แต่กลับไม่มีรากระเบียงรอบวิหาร ไม่มีพระพุทธรูปทั้งนั่งและยืนเหมือนอย่างที่ทรงบันทึกไว้ จะเหลือก็เพียงเศียรพระใหญ่ที่ไม่มีใครบอกได้ว่าตกอยู่ด้านหลังโบสถ์ได้อย่างไร กับซากของโบราณสถานที่เป็นหลักฐานบอกว่าครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นใจ กลางเมืองที่รุ่งเรืองมาก่อน โดยมีคูน้ำคัดดินล้อมรอบสามชั้น ตามผังเมืองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งสันนิษฐานว่า มีเจ้าจากเชียงรายมาปกครองตามหลักฐานที่ปรากฏ พร้อมกับตำนานท้าวแสนปมที่ว่ากันว่าเป็นพระบิดาของพระเจ้าอู่ทอง
วันถัดมาจึงเสด็จฯ ต่อไปยังตัวเมืองกำแพงเพชร ทอดพระเนตรโบราณสถานสำคัญของเมืองกำแพงเพชร ซึ่งเป็นเมืองที่เคยรุ่งเรืองยุคเดียวกันกับสุโขทัย โดยมีวัดพระแก้ว เป็นวัดสำคัญเช่นเดียว กับวัดศรีสรรเพ็ชญ์ของอยุธยาตั้งอยู่ใจกลางเมือง
ในครั้งนั้นพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จพระราชดำเนินชลมารค ก่อนจะมาขึ้นตรงท่าน้ำที่ไม่ห่างจากตัวเมือง แต่สำหรับวันนี้การเที่ยวชมอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร มีรถรางไฟฟ้าไว้บริการ นอกจากจะช่วยลดมลพิษแล้ว การใช้รถไฟฟ้าที่น้ำหนักไม่มากยังจะเป็นผลดีต่อโบราณสถานที่ล้อมรอบ อยู่ด้วย โดยเฉพาะกำแพงเมืองที่เรียกได้ ว่าเป็นกำแพงเมืองเก่าที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย
ขณะที่เขตอรัญญิกซึ่งอยู่นอกเมืองยังมีวัดช้างรอบ ที่มีช้างปูนปั้นที่ยังค่อนข้างสมบูรณ์ วัดพระธาตุที่มีเจดีย์รูปแบบของกำแพงเพชรที่ผสมผสานทั้งศิลปะแบบสุโขทัย ล้านนา และอยุธยาไว้ด้วยกัน วัดพระนอนที่มีเสาศิลาแลงต้นใหญ่เป็นเอกลักษณ์ วัดอาวาสใหญ่ที่มีบ่อน้ำซึ่งสันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลมาจากขอม ซึ่งควรจะแวะชมศูนย์ข้อมูลของอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรก่อนเพื่อให้เข้าใจเรื่องราวมากขึ้น
แต่ที่เป็นไฮไลต์ก็คือ การเวียนเทียนรอบวัดพระสี่อิริยาบถ ที่มีพระพุทธรูป 4 อิริยาบถ นอน ลีลา ยืน และนั่ง ซึ่งพระ พุทธรูปยืนมีสภาพสมบูรณ์ที่สุด การเวียนเทียนในวัดนี้ไม่เพียงได้บรรยากาศท่ามกลางโบราณสถานที่รายรอบเท่านั้น แต่ยังถือเป็นหนึ่งในการทำบุญครั้งใหญ่อีกด้วย
นอกจากโบราณสถานที่อยู่ในเขตกำแพงเมือง เขตอรัญญิกและเมืองไตรตรึงษ์แล้ว ยังมีโบราณสถานอื่น ๆ กระจายตัวอยู่ตลอดริมแม่น้ำปิงอีกมากมาย รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตรขึ้นชื่ออย่างกล้วยไข่ ซึ่งมีการรวบรวมกล้วยถึง 200 สายพันธุ์ไว้ที่พิพิธภัณฑ์เรือนไทยเฉลิมพระเกียรติกำแพงเพชรให้สมกับเป็นเมืองกล้วย
จากกำแพงเพชรล่องลงมาที่นครสวรรค์ ณ วัดเขาหน่อ อีกหนึ่งสถานที่เสด็จประพาสต้น ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จพระราชดำเนินโดยแคร่ไม้ไผ่คานหามระยะทางประมาณ 2 กม. หลังจากมีผู้เล่าเรื่องถวายว่าเขาแห่งนี้นางพันธุรัตตามมาพบพระสังข์ มีมนต์มหาจินดาเขียนอยู่ที่แผ่นศิลา แต่วันนี้ถนนเข้าถึงวัดเขาหน่อ พร้อมกับมีฝูงลิงมาขออาหาร การชมวัดและสระเสด็จจึงต้องอาศัยความระมัดระวังเป็นพิเศษ
แต่วัดจอมคีรีนาคพรต หรือวัดเขาบวชนาค ที่มีอุโบสถเทวดาสร้างตั้งอยู่นั้นไม่ต้องระวังลิง ว่ากันว่าโบสถ์หลังนี้ชาวบ้านร่วมกันสร้างลงเสาพร้อมเครื่องบนแต่ยังไม่ได้ทำการยก ตั้งใจว่าจะทำวันรุ่งขึ้น แต่ปรากฏว่าคืนนั้นเกิดแสงสว่าง ทั่วเนินเขาพร้อมเสียงปี่พาทย์ จึงเชื่อว่าเทวดาลงมาทำการยกโบสถ์เรียบร้อยแล้ว จึงยุติการก่อสร้างและทำให้โบสถ์ไม่มีผนัง พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จมาทรงนมัสการพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่วัดถึง 5 ครั้ง
ส่วนที่วัดเกาะหงส์นอกจากเสด็จมานมัสการหลวงปู่กัน ซึ่งเป็นสมภารในวัดขณะนั้นแล้ว ยังทอด พระเนตรเห็นพระสังกัจจายน์ ยืนมือกุมท้อง ทรงพอพระทัยเป็นอันมากจึงได้อัญเชิญไปแล้วพระราชทานทรัพย์จำนวน 1 ชั่งเพื่อจัดสร้างใหม่แทนที่ดังที่เห็นในปัจจุบัน การตามรอยฯนอกจากจะมาชมพระสังกัจจายน์แล้วโบสถ์เก่าแก่อายุกว่า 200 ปีเป็นอีกแห่งที่ไม่ควรพลาด เพียงแต่วันนี้อาจไม่ให้ความรู้สึกถึงความเก่าหากไม่เห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังบางส่วน เพดาน และรอยพระพุทธบาทซ้อนกัน 4 รอย หลังโบสถ์ได้รับการบูรณะ
ยกเว้นก็เพียงวิชาการรักษาโรคด้วยการเหยียบฉ่า ที่หมอจะนำเท้าจุ่มสมุนไพรก่อนจะเหยียบแผ่นเหล็กร้อนจัดเสียงดังฉ่าแล้วกลับมาเหยียบผู้ป่วย ซึ่งมีต้นตำรับมาจากวัดพระปรางค์เหลือง อีกสถานที่ในการเสด็จประพาสต้น ที่วันนี้เหลือเพียงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์เป็นหลักฐานยืนยัน วัดนี้นอกจากจะทอดพระเนตรการเหยียบฉ่าแล้ว หลวงพ่อเงินที่มีชื่อเสียงด้านรดน้ำมนต์จินดามณี ได้ถวายการรดน้ำมนต์แด่รัชกาลที่ 5 ด้วย แม้วันนี้จะไม่มีการเหยียบฉ่าแต่ยังมีเก๋งเรือพระราชทานและแพที่จอดเรือเก่าแก่ซึ่งยังคงอยู่มาจนทุกวันนี้ให้ชม
หากเป็นแพที่สร้างขึ้นเพื่อรับเสด็จโดยเฉพาะต้องไปชมแพโบสถ์น้ำที่ท่าน้ำหน้าวัดอุโบสถาราม อุทัยธานี พร้อมกับแวะชมสิ่งของพระราชทาน อาทิ ฝาบาตรประดับมุก ย่ามที่ระลึก ตะเกียง บาตร ซึ่งว่ากันว่าเป็นสิ่งของพระราชทานแก่พระที่ได้รับนิมนต์ไปในงานพระศพพระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช เช่นเดียวกับที่หลวงพ่อเฮงวัดเขาดินใต้ และหลวงพ่อแหยม วัดบ้านแดนได้รับ ก่อนจะล่องเรือชมทัศนียภาพของลำน้ำสะแกกรัง
และนี่คือเส้นทางท่องเที่ยว “ตามรอยเสด็จประพาสต้น” ภาคเหนือ 1 ใน 5 เส้นทางที่ ททท.ร่วมกับธนาคารกสิกรไทยจัดขึ้นใน 3 ภูมิภาค พบกับ แพ็กเกจทัวร์พิเศษนี้ในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ปี 2552 วันที่ 3-7 มิถุนายนนี้ ณ อาคารชาลเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็คเมืองทองธานี สอบถามเพิ่มเติมที่ 1672.













