
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 มิ.ย.) เมื่อเวลา 13.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่ ว่า ตนจะลงนามประกาศห้ามจำหน่ายแค่ 2 วัน คือ วันอาสาฬหบูชา วันที่ 7 ก.ค.นี้ และวันเข้าพรรษาวันที่ 8 ก.ค.นี้
เครือข่ายพระจี้รัฐห้ามขายเหล้าวันพระใหญ่
เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่รัฐสภา เครือข่ายพระนักพัฒนา 14 องค์กรร่วมกับเครือ ข่ายเฝ้าระวังแอลกอฮอล์กรุงเทพ ได้ยื่นหนัง สือถึงนายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข เพื่อทวงถามความคืบหน้ามาตรการห้ามขายน้ำเมาในวันพระใหญ่ คือ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา นอกจากนั้นยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลสนใจปัญหาสังคมและขอให้นายกรัฐมนตรี ลงนามห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยให้เริ่มต้นบังคับใช้ตั้งแต่ในวันที่ 7 ก.ค. นี้ ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา รวมทั้งรัฐบาล ควรเร่งรณรงค์ให้สังคมเห็นความสำคัญและ มีส่วนร่วมใน “วันงดดื่มสุราแห่งชาติ” ทั้ง นี้พระประทุม ปาวโร ผู้ประสานงานเครือ ข่ายพระสงฆ์ 14 องค์กร กล่าวว่า ในเดือน ก.ค. นี้ จะมีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ถึง 2 วัน คือ วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่ายจะได้ทบทวนและเชิญชวนมาสร้างบุญ สร้างกุศล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีควรรีบตัดสินใจในเรื่องนี้.

วันนี้ (30 มิ.ย.) ที่พรรคภูมิใจไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางพรทิวา นาคาศัย เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ยอมรับว่ากระแส พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีผลต่อการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา ซึ่งพรรคจะมีการปรับยุทธศาสตร์เพื่อหวังผลการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป ทั้งนี้พรรคจะกำชับส.ส.ลงพื้นที่หาเสียงเป็นประจำอยู่แล้ว และจะให้ส.ส.ที่เป็นรัฐมนตรีก็ต้องลงพื้นที่ช่วยหาเสียงทำให้นโยบายของพรรคแพร่หลายในหมู่ประชาชน กรณีพรรคจะแก้ปัญหาการสร้างคะแนนนิยมดึง ส.ส.และ ปัญหา ส.ส.ไหลออกอย่างไร นางพรทิวา กล่าวว่า “ขณะนี้สงครามยังไม่จบอย่างเพิ่งนับศพทหาร ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นเพียงเลือกตั้งซ่อมไม่ใช่การเลือกตั้งใหญ่ เพราะเราเชื่อว่า นโยบายพรรคหากได้รับการเผยแพร่ต่อประชาชน เราจะกลายเป็นทางเลือกใหม่”.


เมื่อเวลา 13.15 น. วันนี้ (30 มิ.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เลขานุการ รมว.ต่างประเทศออกมาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากดูไบ และเดินทางมายังประเทศในแถบเอเชียในขณะนี้ว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ยอมรับว่าได้ยินข่าวเหมือนกัน เมื่อถามว่า ขณะนี้จำเป็นต้องติดตามความเคลื่อนไหวหรือไม่ เพราะมีการโฟนอินเข้ามายังกลุ่มเสื้อแดงตลอดเวลา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การโฟนอินจะอยู่ที่ไหนก็ทำได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเราทราบว่าอดีตนายกรัฐมนตรีพำนักอยู่ที่ไหนก็จะไปขอความร่วมมือว่า 1. อย่าให้ทำอะไรที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ 2.อย่าทำผิดกฎหมาย 3.ถ้ามีข้อตกลงที่จะส่งตัวมาได้ก็ขอให้ส่งตัวกลับมายังประเทศไทย หลักการของเราก็มีอยู่เท่านี้ “ผมไม่อยากจะพูดมากเดี๋ยวจะหาว่าผมใช้เวลาทำแต่เรื่องนี้ จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานตามปกติที่จะติดตาม” นายอภิสิทธิ์ กล่าว เมื่อถามว่านายกฯ ไม่ได้หวั่นวิตกอะไรใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ เพราะเราเป็นฝ่ายที่บอกให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาในประเทศ ไม่ใช่เราห้ามไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าหรือกลัวว่าจะเข้ามา ที่ผ่านมาตนบอกมาตลอดว่า อดีตนายกรัฐมนตรีควรกลับเข้ามารับโทษ และถ้าหากท่านจะกลับเข้ามารับโทษก็ตรงกับแนวคิดของเรา ต่อข้อซักถามว่าคิดอย่างไรที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังสื่อสารกับประชาชนโดยระบุว่าต้องกลับเข้ามาเพื่อล้างหนี้ที่พรรคประชาธิปัตย์ก่อไว้ นายอภิสิทธิ์ หัวเราะ พร้อมกล่าวว่า ก็คิดว่าแปลกดี เพราะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง "ผมอยากจะย้ำเรื่องของการสร้างหนี้ต้องให้ชัดว่า ในรอบที่แล้วไม่ใช่รัฐบาลประชาธิปัตย์ที่ไปกู้เงินมาจากไอเอ็มเอฟ แต่เราเข้ามาก็เข้าใจว่า คนที่ไปกู้มีความจำเป็นเราก็ทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหา รัฐบาลประชาธิปัตย์ทำงานจนกระทั่งสามารถหยุดเบิกเงินจากไอเอ็มเอฟ คือ ไม่ต้องกู้ครบจำนวน และสามารถจะใช้หนี้คืนได้เร็วก่อนกำหนด ซึ่งถ้าทำก็จะได้ผลทางการเมือง แต่เราไม่ทำ เพราะจะทำให้ประเทศเสียค่าปรับ ก็ยอมไม่เสียค่าปรับ ทั้งๆ ที่ความจริงในทางการเมืองการใช้หนี้ก่อนจะเป็นประโยชน์ ดังนั้น ความพร้อมในการใช้หนี้ไอเอ็มเอฟเสร็จสิ้นมาก่อนที่รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณจะเข้ามาเสียอีก" "อีกทั้งช่วงที่คุพ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในตำแหน่งก็มีการกู้เงินมากมายมหาศาล ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 7.8 แสนล้านบาท ทำงบประมาณขาดดุลอยู่ 3-4 ปี แต่ผมก็ไม่ว่าอะไร เราต้องให้ความรู้กับประชาชนว่า การที่รัฐบาลกู้เงินนั้นเป็นเรื่องปกติในการบริหารด้านการเงินการคลัง อย่าไปทำให้เกิดความสับสน ถ้าอยากจะหาเสียงด้วยวิธีดังกล่าว ก็ทำไป และอยากย้ำว่าเราต้องมาตามแก้ปัญหาทุกปัญหา" นายอภิสิทธิ์ กล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า จะส่งผลกระทบต่อการบริหารงานที่วางกรอบไว้หรือไม่ เนื่องจากมีการโฟนอินเข้ามาจนเกิดความสับสน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่กระทบการบริหารเพราะแนวทางการบริหารของรัฐบาลมีความชัดเจน และยึดอยู่กับข้อเท็จจริง และหลักการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ความจริงรัฐบาลก็ไม่มีความจำเป็นในการกู้เงินถ้าไม่คิดว่าต้องทำอะไร แต่บังเอิญตนเห็นว่า 7-8 ปี ที่ผ่านมา เราปล่อยให้ถนน โรงเรียน โรงพยาบาล สถานีอนามัย แหล่งน้ำเสื่อมโทรม และถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมี ก็ตัดสินใจที่จะทำและมั่นใจว่า ทำแล้วอนาคตประเทศไทยเข้มแข็งขึ้นก็จะสามารถใช้หนี้ได้ไม่มีปัญหาก็ตัดสินใจเดินหน้า พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไรถึงเวลาหาเสียงเราก็จะไปบอกเองว่า ตกลงฝ่ายนั้นเขาไม่เห็นด้วยประชาชนก็จะได้ตัดสินเอง เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีตั้งข้อสงสัยหรือไม่ว่าทำไมหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงจึงไม่สามารถดำเนินการอะไรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทั้งที่รู้ว่าอยู่หรือเดินทางไปที่ไหน ปัญหาอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศหรือปัญหาด้านการทูต นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้คิดเช่นนั้น ตัวอย่างกรณีที่เรายังมีบุคคลที่ประเทศต้องการตัวซึ่งรู้ที่อยู่เป็นหลักแหล่งเป็นสิบๆ ปี แต่ของอย่างนี้ไม่ง่าย เพราะถ้าประเทศเหล่านั้นไม่มีสนธิสัญญาก็ยาก หรือแม้จะมีสนธิสัญญาบางครั้งก็ต้องไปขึ้นศาลและต้องมีการเทียบเคียงกฎหมายของทั้งสองประเทศในเรื่องความผิด และขั้นตอนต่างๆ เมื่อถามย้ำว่าปัจจุบันการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศต่อกรณีการนำตัวอดีตนายกฯ กลับประเทศมีประสิทธิภาพแค่ไหน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าทางกระทรวงการต่างประเทศทำงานในระดับที่เหมาะสม ได้ติดตามไปยังบประเทศต่างๆ ที่อดีตนายกรัฐมนตรีเคลื่อนไหวให้ช่วยผลักดัน บางประเทศที่ไม่มีสนธิสัญญาก็ผลักดันให้มีขึ้น แต่งานของกระทรวงการต่างประเทศมีงานสำคัญกว่านี้อีกหลายเรื่อง อีกทั้งเราต้องให้ความสำคัญกับงานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั่วไป “ขนาดทำแค่นี้ก็ยังมีคนไปบ่นว่าดีแต่ทำเรื่องนี้ ความจริงไม่ใช่ เราทำตามความเหมาะสมเท่านั้นเอง ทั้งระบบการติดตาม การนำตัวบุคคลๆ หนึ่งเข้ามาเพื่อรับโทษตามกฎหมาย” นายกรัฐมนตรี กล่าว เมื่อถามว่าข้อมูลที่ได้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เคลื่อนไหวอยู่ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เจ้าหน้าที่ได้รายงานหรือประสานงานกับทางรัฐบาลบ้างหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีการประสานงานกับทางกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการประสานงานในหลายระดับแต่บังเอิญว่ามีหลายเงื่อนไข นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลตั้งใจนำตัวพ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาลงโทษจริงหรือไม่ หรือไม่กล้าทำ เนื่องจากกลัวบ้านเมืองลุกเป็นไฟ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลตั้งใจจริงที่จะนำตัว รัฐบาลไม่ได้กลัว เราไม่เคยขอให้พ.ต.ท.ทักษิณ ออกไป เมื่อถามต่อว่าในทางการเมือง การที่พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่นอกประเทศหรือในประเทศ แบบไหนจะดีต่อรัฐบาลมากกว่ากัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับตนดีที่สุด คือ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมารับโทษตามกฎหมาย เพราะจะช่วยทำให้ทุกคนยอมรับกติกาว่าทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.15 น. (30 มิ.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพที่จะจ่ายเงินให้กับพนักงานการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และการประปานครหลวง(กปน.)รายละ 2,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือนที่กระทรวงมหาดไทยไม่ได้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของครม.ในวันนี้ว่า ทางรัฐมนตรีที่รับผิดชอบได้ให้ตนดูตัวเลขพนักงานที่มีรายได้ 15,000 บาทลงมาจำนวนพนักงานที่เกี่ยวข้องน้อยมากมีแค่เป็นหลักร้อย ดังนั้นมีข้อเสนอให้เปลี่ยนเป็นข้อเสนออื่นจึงได้เรียนกับรัฐมนตรีไปบอกว่า ต้องสื่อสารให้ทางองค์กรเข้าใจว่าเราจะไปใช้ตัวเลขอื่นคงไม่ได้ เพราะมันคงไม่ใช่เรื่องของการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าแค่เราทำให้กับคนที่มีรายได้ 15,000 ต่อเดือนลงมาทางฐานข้อมูลประกันสังคมยังมีคนวิจารณ์ว่าจนไม่จริง ถ้าไปขยับเกิน 15,000 บาทตนคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องการช่วยเหลือพนักงานที่มีรายได้น้อย แต่ถ้าจะมาบอกว่าเป็นเรื่องของกำไร หรือโบนัสอันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเป็นมาตรการช่วยผู้มีรายได้น้อยแล้วไปขยับตรงนั้นตนว่าคงไม่เหมาะ ดังนั้นทางกระทรวงมหาดไทยจึงไม่มีการเสนอเข้าครม. ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ทางกฟน.ขู่ว่าจะไปตัดไฟฟ้าของกระทรวงการคลังเพราะเป็นหนี้กฟน.อยู่จำนวนมาก นายอภิสิทธิ์ หัวเราะในลำคอก่อนกล่าวว่า เราต้องอยู่กันด้วยเหตุด้วยผลและการที่เรามีความรับผิดในการดูแลสิ่งที่เป็นบริการพื้นฐานสำคัญ ถ้าเป็นความเดือดร้อน ตนยืนยันว่ารัฐบาลยินดีรับฟังแต่ทุกคนต้องทราบข้อจำกัดของรัฐบาลในเรื่องการเงินการคลัง ข้อกฎหมาย เรื่องการรักษาความเป็นธรรมในสังคมด้วย อยากพูดกันด้วยเหตุด้วยผล ถ้าเป็นมาตรการอื่นก็มาพูดคุยกันได้ เมื่อถามว่า ทางกฟน.อ้างว่าเป็นเงินของกฟน.เองไม่ใช่เงินงบประมาณจากรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากทำความเข้าใจว่ารัฐวิสาหกิจไม่เหมือนกับเอกชนดังนั้นเงินรายได้ต่างๆมาจากการประกอบกิจการทางด้านสาธารณูปโภคไม่ใช่ลักษณะของการแข่งขันตามปกติ ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหาอย่างมากกับรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุน ต้องเห็นใจด้วยถ้าเรายึดหลักกำไรอย่างเดียวและรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนก็ต้องมีสิทธิประโยชน์ด้อยกว่าเสมอไป ซึ่งบางทีการขาดทุนหรือมีกำไรอาจจะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยว ข้องไม่ใช่เรื่องประสิทธิ์ภาพอย่างเดียว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 มิ.ย.) เมื่อเวลา 13.15 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล ถึงการเชิญนายวีระ มุสิกพงษ์ แกนนคนเสื้อแดง มาเป็นพิธีกรรับเชิญในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ว่าจะเป็นผลดีที่เป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มที่เห็นแตกต่างกับรัฐบาลชัดเจน ได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แต่ถ้าทางนายวีระรับเชิญตนก็ยินดี เมื่อถามต่อว่าล่าสุดนายวีระ ปัดข้อเสนอแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เพิ่งทราบว่านายวิระปฏิเสธ ซึ่งตนก็ต้องดำเนินการเชิญคนอื่นมาเป็นพิธีกรรับเชิญแทนซึ่งตนก็ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร เพราะมีรายชื่ออยู่หลายคน โดยทีมงานจะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสม เมื่อถามว่า ทำไมไม่เชิญพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้โฟนอินเข้ามาซักถามเป็นพีธีกรรับเชิญ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “อ๋อ… มันผิดรูปแบบรายการ” เมื่อถามว่าเหตุที่เลือกเชิญนายวีระ เพราะต้องการเก็บคะแนนทางการเมืองหรือไม่ เพราะรู้อยู่แล้วว่านายวีระจะต้องปฏิเสธ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ถ้าคิดอย่างนั้นคุณวีระก็ต้องรับมาเป็นพีธีกร”ถามต่อว่า คิดที่จะเชิญนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาเป็นพิธีกรรับเชิญอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็จะเชิญอยู่เหมือนกัน แต่พักหลังนายสนธิไม่ค่อยสบาย.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 มิ.ย.) ที่กระทรวงสาธารณสุข นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข แถลงข่าว “การจัดงานรณรงค์วันงดดื่มสุราแห่งชาติ ปี 2552” ซึ่งตรงกับวันเข้าพรรษา 8 ก.ค.ว่า ครม.ได้มีมติเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2551 ให้“วันเข้าพรรษา”ทุกปีเป็น“วันงดดื่มสุราแห่งชาติ”ซึ่งมีประชาชนเห็นด้วยประมาณร้อยละ 89 และในวันเข้าพรรษาปีนี้คือ 8 ก.ค. 2552 ก็จะดำเนินการรณรงค์ให้เป็นวันปลอดเหล้าอย่างจริงจังและมีผลต่อเนื่อง โดยกำหนดคำขวัญรณรงค์ว่า“งดดื่ม งดเมา งดเหล้าเข้าพรรษา”เพื่อกระตุ้นเตือนประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ให้ตระหนักถึงโทษและพิษภัยของการดื่มสุรา นายมานิต กล่าวต่อว่า ในช่วงปี 2551 กระทรวงสาธารณสุขผลักดันกฎหมายสำเร็จแล้ว 11 ฉบับ ที่สำคัญคือ กฎหมายควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ.2551 ที่เหลือเป็นกฎหมายลูกที่ลงนามโดยนายกรัฐมนตรี 6 ฉบับ และลงนามโดยปลัดกระทรวงสาธารณสุข 4 ฉบับ ในปี 2552 อยู่ระหว่างจัดทำอีก 11 ฉบับ อาทิ กฎหมายห้ามโฆษณา ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว กฎหมายกำหนดสถานที่ห้ามดื่มสุรา สถานที่ห้ามขาย กฎหมายกำหนดวันหรือเวลาห้ามขาย กฎหมายควบคุมเหล้าปั่น ซึ่งเป็นการขายแอบแฝงที่เป็นที่นิยมของเยาวชน การให้สินบนรางวัลนำจับ การพิมพ์ฉลากคำเตือนข้างขวด คาดว่าจะทันใช้ในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 4 ฉบับ นายมานิต กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขจะประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้มงวดการจำหน่ายเครื่องดื่มให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งถือว่ามีความผิดจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ตนเป็นห่วงร้านเหล้าที่อยู่หน้าบริเวณสถานศึกษาและบริเวณรอบ ๆ ซึ่งมีการจำหน่ายเหล้าปั่นให้กับเด็ก ๆ ในชุดนักศึกษา ดังนั้นจะหารือผู้ที่เกี่ยวข้องว่าจะมีการจัดโซนนิ่งร้านเหล้าบริเวณทางเข้าหรือรอบ ๆ สถานศึกษาได้อย่างไร ไม่ให้เด็กเข้าถึงได้ง่าย ระยะห่างควรจะอยู่ที่กี่เมตร โดยในเบื้องต้นคงจะขอความร่วมมือร้านเหล้ามาพูดคุยขอความร่วมมือไม่ให้จำหน่ายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี นอกจากนี้ในส่วนของยาดองที่มีการขายกันมากนั้น คงจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบว่ายาดองที่จำหน่ายนั้นมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่เท่าใด และอยู่ในข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ นพ.สมาน ฟูตระกูล ผอ.สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กฎกระทรวงเรื่องการโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว โดยหลักการสำคัญคือสื่อสิ่งพิมพ์ ให้เห็นภาพโลโก้ได้ 5% ส่วนทีวีเห็นโลโก้ได้ 2 วินาที เวบไซต์ก็เช่นกัน แต่ทราบว่าผู้ประกอบการได้ยื่นหนังสือไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาอีก ไม่ทราบว่าท้วงติงประเด็นใด และทางคณะกรรมการกฤษฎีกาจะมีการเรียกประชุมอีก ซึ่งตนเห็นว่า ไม่ควรประชุมกันอีกแล้ว สามารถส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้นายกฯลงนามได้ทันที เพราะหากจะประชุมอีก ทางเครือข่ายภาคประชาชนกว่า 200-300 องค์กรอาจไม่เห็นด้วย.


วันนี้ (30 มิ.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมครม.ว่า นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รายงานผลการเดินทาง ไปร่วมสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 23-30มิ.ย. ที่ผ่านมา ว่า คณะกรรมการมรดกโลกได้ขยายเวลาการพิจารณาการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารออกไปเป็นเดือน ก.พ. 53 ซึ่งนายสุวิทย์ ได้ยืนยันว่า หลังจากที่คณะกรรมการมรดกโลกอนุญาตให้ทางกัมพูชาขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวนั้น ก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรง และเกิดความวิกฤติต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เนื่องจากคณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาเรื่องนี้ยังไม่รอบคอบครบทุกประเด็น ดังนั้นการขยายเวลาครั้งนี้จะทำให้ประเทศสมาชิกที่ยังไม่ทราบข้อมูลเข้าใจมากขึ้น โดยรัฐบาลจะเดินสายชี้แจงกับประเทศสมาชิกที่เป็นคณะกรรมการมรดกโลก นายปณิธาน กล่าวว่า รัฐบาลหวังว่าคณะกรรมการมรดกโลกจะทบทวนมติการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร เพราะตามระเบียบข้อที่ 13 ของคณะกรรมการมรดกโลก ในการขึ้นทะเบียน ระบุว่า สถานที่ที่คาบเกี่ยวสองประเทศ จะต้องดำเนินการให้เกิดสันติภาพและบริหารร่วมกัน ดังนั้น คณะกรรมการมรดกโลกต้องย้อนกลับไปดูว่า หลังจากที่ประกาศให้กัมพูชาจดทะเบียนแต่ฝ่ายเดียว ดังนั้นคณะกรรมการควรพิจารณาตัดสินใจหาทางแก้ปัญหาในเรื่องนี้ รัฐบาลได้แต่หวังว่าคณะกรรมการมรดกโลกจะคำนึงถึงสันติภาพให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมการมรดกโลกที่ให้สองประเทศเข้าไปบริหารอย่างเท่าเทียมกัน เพราะตั้งแต่ขึ้นทะเบียนมา ยังไม่มีประชาชนสามารถเข้าถึงปราสาทพระวิหารได้เลย นายปณิธาน กล่าวอีกว่า เชื่อว่าหลังจากนี้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับกัมพูชาจะไม่เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาตัวแทนรัฐบาลได้พบกับผู้นำกัมพูชามาหลายครั้งแล้ว ล่าสุด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ได้เดินทางไปพบกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อให้แยกปัญหาเรื่องประสาทพระวิหารออกไปก่อน โดยทั้งสองประเทศมีแนวทางที่จะพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน ทั้งเรื่องคมนาคม การค้าและโทรคมนาคม ส่วนเรื่องพื้นที่ทับซ้อนให้เป็นไปตามความเห็นของคณะกรรมการชายแดนและปักปันเขตแดน ที่จะกลับไปคุยกับประชาชนของแต่ละประเทศ ล่าสุด เมื่อเวลา 13.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) กรณีที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานต่อที่ประชุม ครม.ถึงการเดินทางไปยื่นจดหมายต่อที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก) ที่ประเทศสเปน เพื่อขอให้ทบทวนการที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว ว่า โดยสรุปคือ ขั้นตอนที่ประเทศกัมพูชาจะดำเนินการในการปฏิบัติตามข้อมติ ได้มีการเลื่อนเวลาออกไปเป็นเดือน ก.พ.2553 มิฉะนั้นจะเป็นปัญหา เพราะมีหลายอย่างที่เขาต้องไปดำเนินการในพื้นที่ ดังนั้น ในตอนนี้การยืดเวลาน่าจะเปิดโอกาสให้การแก้ปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเดินหน้าไปได้ โดยเราได้แสดงข้อเท็จจริงและจุดยืนกับคณะกรรมการมรดกโลกไปว่า ต้องระวังในเรื่องใดบ้าง เพราะมีความละเอียดอ่อน เนื่องจากเราไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา และบริเวณในพื้นที่นั้นมีปัญหาความตึงเครียดและความรุนแรง.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 มิ.ย.) เมื่อเวลา 13.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาเรื่องข้าวว่า ยังไม่มีอะไรเพิ่มเติม เท่าที่ตนได้หารือกับทางกระทรวงพาณิชย์คือขอให้ช่วยดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามมติ ครม. นอกนั้นกระทรวงพาณิชย์จะไปบริหาร เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ก็ได้มีโอกาสพบกับหอการค้าไทยที่เคยทำหนังสือมาขอนัดพบ ก็บอกว่าขณะนี้ปัญหาคลี่คลายแล้ว ส่วนรายละเอียดตนไม่ทราบเพราะกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดำเนินการ แต่เท่าที่ทราบก็มีการดำเนินการให้เป็นไปตามมติ ครม. ซึ่งภาคเอกชนก็บอกว่าปัญหาคลี่คลายแล้ว ส่วนตัวเลขรายละเอียดต่างๆที่เกี่ยวข้องนั้นตนยังไม่เห็นตัวเลขทั้งหมด “เมื่อ ครม.มีมติกำหนดกรอบวิธีการบริหารจัดการ มียุทธศาสตร์เรื่องการระบายข้าวมีกลไกที่ชัดเจน ตราบเท่าที่ยังอยู่ในกรอบดังกล่าวกระทรวงพาณิชย์ก็ดำเนินการไปได้เลย”นายอภิสิทธิ์ กล่าว.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 มิ.ย.) เมื่อเวลา 13.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าแผนฟื้นฟูบริษัทการบินไทย ว่า ในการประชุม ครม.มีการรายงานเพื่อทราบในเรื่องของการฟื้นฟูแต่เป็นเพียงการรายงานเบื้องต้นเท่านั้นยังมีอีกหลายประเด็นที่จะต้องไปเร่งทำ ส่วนขั้นตอนรายละเอียดในการรายงานวันนี้ยังไม่มีอะไรเป็นพิเศษเพราะเป็นแค่รายงานเบื้องต้น ตนคิดว่าต้องให้เวลาทางผู้บริหารชุดใหม่ก็จะมีการขอให้นำเสนอแนวทางมาเมื่อมีการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (30 มิ.ย.) นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าตนได้ลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการธนาคารทหารไทยแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.เป็นต้นไป และคาดว่าวันที่ 2 ก.ค.นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะอนุมัติให้ตนเองเข้ารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารกรุงไทยแล้ว ซึ่งตนจะนัดประชุมทันที เพื่อเลือกประธานคณะกรรมการหลงจากที่ได้รับการอนุมัติ ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าหลังเป็นประธานธนาคารกรุงไทย จะมีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายนั้น ตนยังไม่ทราบ.
