
วันนี้ (2 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยผลการเดินทางนำเสนอข้อมูล หรือโรดโชว์ กับผู้ลงทุนสถาบันที่บอสตัน นิวยอร์ค และลอนดอนในงาน “Thailand : Strength in Global Adversity” ระหว่างวันที่ 24 – 29 มิ.ย. ที่ผ่านมา ว่า ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนต่างประเทศรวม 86 ราย จาก 74 บริษัท โดยมีเงินลงทุนรวมกันทั่วโลกกว่า 6.8 ล้านล้านบาท ซึ่งผู้ลงทุนส่วนใหญ่ได้สอบถามถึงสถานการณ์การเมืองในไทย ว่า จะยังมีเสถียรภาพหรือไม่ เพราะห่วงว่าหากการเมืองไม่นิ่งโครงการลงทุนต่างๆ จะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ที่ร่วมเดินทางไปด้วยได้ชี้แจงว่า ขณะนี้เรื่องต่างๆ ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร์ รวมทั้งได้ชี้แจงว่า รัฐบาลไทยได้ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่จะส่งผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และชี้ให้เห็นถึงเสถียรภาพทางการเงิน ความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินของไทย และจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลคาดว่า จะทำให้จีดีพีของไทยปรับตัวขึ้นจากร้อยละ 2.5 เป็นร้อยละ4.1 ในปี 2553 และเพิ่มเป็นร้อยละ 5.2 ในปี 2554 และเป็นร้อยละ 5.5 ในปี 2555 ตลท.เตรียมแจงข่าวลือผู้บริหารซดเกาเหลากันเอง นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวความขัดแย้งภายในของผู้บริหารตลท. ว่า ตนขอเวลาทำความเข้าใจและชี้แจงกับพนักงานก่อน ขณะนี้จึงยังไม่สามารถตอบอะไรได้มาก โดยขอให้ยืนยันตามที่นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการ ตลท. เคยกล่าวไว้ และขอให้ดูกันที่ผลงานดีกว่า ซึ่งหลังจากมีการทำความเข้าใจจะชี้แจงให้ทราบอีกครั้ง.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 ก.ค). ที่รัฐสภา กลุ่มผู้เดือดร้อนจากโครงการแท็กซี่เอื้ออาทร นำโดยนายวิทยา แก้วทองคำ ได้ยื่นหนังต่อนายชนินทร์ รุ่งแสง ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร นายวิทยา กล่าวว่า ตั้งแต่มีโครงการแท็กซี่เอื้ออาทรในสมัยรัฐบาลของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปี 2548 ขณะนี้ผู้ขับแท็กซี่เอื้ออาทร ประสบปัญหาจากการนำรถแท็กซี่เอื้ออาทรมาใช้กว่า 800 คัน โดยพบว่า รถที่นำมาเข้าโครงการส่วนใหญ่เป็นรถที่ตกรุ่น รวมทั้งอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะ การจัดทำระบบแก๊ส ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมบ่อยครั้ง อีกทั้งราคารถ ที่ผู้เข้าโครงการต้องจ่ายเงินให้กับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ เอสเอ็มอีแบงก์สูงเกินเหตุ และขณะนี้ผู้ขับรถแท็กซี่ประสบปัญหาการจ่ายค่างวดที่สูง ขณะเดียวกันจะต้องนำเงินมาซ่อม ทำให้เดือดร้อนเป็นอย่างมาก จึงอยากให้ธนาคารเอสเอ็มอี มาปรับโครงสร้างหนี้โดยเร็ว นายชนินทร์ กล่าวว่า ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้นำเรื่องนี้มาพิจารณา และตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯ เพื่อศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดยจะต้องตรวจสอบไปถึงนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา รวมถึง บุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการตรวจสอบให้เห็นถึง ทีโออาร์ ว่ามีการล็อกสเป็ก และนำรถที่ไม่มีประสิทธิภาพนำมาเข้าโครงการกับธนาคารเอสเอ็มอีจริงหรือไม่ และประสานไปยังธนาคาร เพื่อให้พิจารณาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนด้วย.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 ก.ค.) ตลาดหุ้นไทยวันที่ 2 ก.ค.ดัชนีแกว่งตัวผันผวนและเหวี่ยงลงแรงช่วงบ่ายจนท้ายตลาด ตามแรงเทขายหุ้นกลุ่มหลักทั้งพลังงานและธนาคารพาณิชย์ ตามทิศทางเดียวกับตลาดภูมิภาคที่ปรับตัวลงในช่วงบ่าย โดยดัชนีปิดที่ระดับ 586.42 จุด ลดลง 11.06 จุด หรือ 1.85% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 18,683.98 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1. ปตท. ปิดที่ 229.00 บาท ลดลง 5.00 บาท 2. ธ.ไทยพาณิชย์ ปิดที่ 69.50 บาท ลดลง 3.75 บาท 3. ปตท.สผ. ปิดที่ 129.00 บาท ลดลง 4.50 บาท 4. บ้านปู ปิดที่ 232.00 บาท ลดลง 12.00 บาท 5. ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 65.00 บาท ลดลง 1.25 บาท.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น. (2 ก.ค.) ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล บรรยากาศที่หน้าห้องนายวันชัย สุระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีพนักงานกว่า 50 คน มายืนให้กำลังใจ เพื่อขอให้นายวันชัย ทบทวนใหม่อีกครั้ง โดยมีการถือป้ายข้อความ อย่าทิ้งพวกเราให้ร่วมกันต่อสู้ต่อไปและมอบเสื้อเป็นที่ระลึก นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนผู้ค้าสลาก เข้ามาให้กำลังใจและมอบดอกไม้ด้วย นายอำนวยพร เกิดพุ่ม รองประธานสหภาพพนักงานรัฐวิสาหกิจ สำนักงานสลากฯ เปิดเผยว่า พนักงานสำนักงานสลากฯ ได้เข้าไปให้กำลังใจนายวันชัย ที่ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง หลังมีกระแสข่าวความขัดแย้งกับนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการสำนักงานสลากฯ ตนได้พูดคุยกับนายสถิตย์แล้ว และได้รับการชี้แจงว่า ไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งกับนายวันชัย ในการประชุมคณะกรรมการสลากฯ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากความน้อยใจของทั้งสองฝ่ายมากกว่า ซึ่งนายสถิตย์จะเชิญนายวันชัยมาหารือกันอีกครั้งด้วยเหตุและผล เพื่อทำความเข้าใจที่ตรงกัน.

นางวรพรรณี ชัยพรหมประสิทธิ์ ผู้จัดการแบรนด์ บริษัท เอสเอสยูพี กรุงเทพ 1991 จำกัด เปิดเผยว่า ยอดขายของแป้ง คิวท์เพรส อิเวอร์รี่ บีบี พาวเดอร์ เอสพีเอฟ 25 หลังวางตลาดช่วง 2 เดือนแรก อยู่ที่ 500,000 ตลับ เติบโตได้สูงเกินเป้าหมายที่วางไว้ จากเดิมคาดว่าทั้งปีมียอดขายรวม 1 ล้านตลับ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าคนไทยให้ความสนใจซื้อสินค้าสูง ประกอบกับเทรนด์สาวเกาหลีที่ใช้เครื่องสำอางค์ที่มีส่วนผสมของครีมบีบีมาแรงมาก และราคาสินค้าไม่แพง “แผนการตลาดครึ่งปีหลัง จะทุ่มงบ 100 ล้านบาท เปิดตัวแคมเปญ คิวท์เพรส…สวยสู้เศรษฐกิจ มอบบัตรกำนัล มูลค่า 100 บาท จำนวน 1 ล้านใบ ให้แก่ลูกค้าที่ซื้อ อิเวอร์รี่ บีบีฯ ในร้านคิวท์เพรส ช้อปทั่วประเทศ”.

วันนี้ (2 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังและธนาคารโลกจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างหน่วยงานภาครัฐไทยกับธนาคารโลก ภายใต้หัวข้อเรื่องแผนไทยเข้มแข็ง ระหว่างวันที่ 3-4 ก.ค.นี้ ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช เกาะสมุย จ.สุราษฏร์ธานี โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังเป็นประธานการประชุม คาดว่า จะนำผลการประชุมครั้งนี้มาใช้ในเชิงนโยบาย หรือมีโครงการนำร่องที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเงิน สังคม เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับการดำเนินการระหว่างหน่วยงานภาครัฐของไทยกับธนาคารโลกในอนาคตต่อไป นายสมชัย กล่าว “การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายความร่วมมือ และระดมความคิดเห็นร่วมกันระหว่างไทยกับธนาคารโลก ภายใต้แผนไทยเข้มแข็ง ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญ คือ เร่งรัดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และจำเป็นของภาครัฐ เพื่อเพิ่มแรงกระตุ้นให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ก่อให้เกิดการจ้างงาน และสร้างรายได้ให้ประชาชน เพิ่มการกระจายการลงทุนด้านการบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานสู่ชนบท เป็นการบรรเทาปัญหาว่างงานในปัจจุบัน” พร้อมกันนี้ เพื่อสร้างโอกาสด้านการลงทุนให้แก่ภาคเอกชน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชนบทและเกษตรกร ตลอดจนการเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่สถาบันการเงินเฉพาะกิจซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาภาคการเงินของไทยในปัจจุบันและใน 2 ปี ข้างหน้าตามกรอบยุทธศาสตร์ความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศไทยกับธนาคารโลกระยะ 2 ปี (2552-2553) ทั้งนี้ จะมีผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลก สำนักงานใหญ่ กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เดินทางมาร่วมระดมความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ด้วย การประชุมที่เกาะสมุยจะระดมความเห็นในหัวข้อที่สำคัญต่อการพัฒนาของไทย 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ ด้านการเงินของโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึง การติดตาม ตรวจสอบ และรายงานผลงานในโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 การเข้าถึงและการบริหารความเสี่ยงทางการคลัง และโครงการอื่น อันเกี่ยวเนื่องกับการให้ความสนับสนุนด้านพืชผลทางการเกษตร การประกันพืชผลทางการเกษตร และการบริหารความเสี่ยงของพืชผลทางการเกษตร และการเพิ่มความเข้มแข็งในการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2ก.ค.) นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ได้ตรวจเยี่ยมและเป็นประธานในการมอบวงเงินสินเชื่อแก่สหกรณ์การเกษตร ในโครงการสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพาราตามมติครม.ที่เห็นชอบให้ธ.ก.ส.จ่ายสินเชื่อ 8,000 ล้านบาทโดยมีเป้าหมายแปรรูปยางพารา 200,000 ตัน “มาตรการดังกล่าวไม่ใช่การแทรกแซงราคายางเหมือนในอดีต ที่รัฐต้องจ่ายเงินซื้อยางเก็บสต๊อกยาง และจำหน่ายยางเอง ทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี แต่เป็นโครงการที่เพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปผลผลิตยางพารา โดยกลุ่มเป้าหมายคือสถาบันเกษตรกร ที่เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรเองโดยตรง ด้านนายเจร เร็วอุไร ผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส. จ.สุราษฎ์ธานี กล่าวว่าว่า ขณะนี้มีสถาบันเกษตรกรที่ได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อแล้ว 2 แห่ง คือ สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านวังใหญ่ จำกัด อ.เวียงสระ และสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านโพธิ์น้อย จำกัด อ.วิภาวดี โดยได้รับวงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท ปลอดดอกเบี้ยถึง 31 ธ.ค. ที่จะถึงนี้ โดยสถาบันเกษตรกรที่สนใจเขาร่วมโครงการสามารถติดต่อขอรับบริการได้ที่ ธ.ก.ส.ในพื้นที่ปลูกยางพาราทุกสาขาทั่วประเทศจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. ทั้งนี้ ธ.ก.ส.ที่สุราษฎ์ธานี ตั้งเป้าหมายสินเชื่อปีนี้ไว้ที่ 5,956 ล้านบาท ประกอบด้วยสินเชื่อปกติ 3,200 ล้านบาท เฉพาะสินเชื่อที่สนับสนุนการทำสวนยางพารามีวงเงินสูงถึง 2,622 ล้านบาท นอกจากนั้น ยังมีสินเชื่อพลังงานทดแทน 1,260 ล้านบาท สินเชื่อสร้างงานในชนบท 1,069 ล้านบาท สินเชื่อพัฒนาธุรกิจชุมชน 403 ล้านบาท และสินเชื่อนอกภาคเกษตร 24 ล้านบาท.

นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ออมสินมีผลการดำเนินงานทะลุเป้าหมายทุกด้าน และมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นมาเป็น 70,000 ล้านบาท โดยสามารถปล่อยสินเชื่อได้ถึง 30,000 ล้านบาท ขณะที่มียอดเงินฝากสูงถึง 50,000 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรครึ่งปีแล้ว 7,000 ล้านบาท ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 3.5% ทั้งนี้คาดว่าเมื่อถึงสิ้นปีจะมียอดสินเชื่อและเงินฝากสูงกว่านี้ และจะลดเอ็นพีแอลให้เหลือน้อยกว่า 3% หรือที่ 3% ได้แน่นอน “ครึ่งปีที่ผ่านมา เราโตทะลุเป้าทุกอย่าง จากช่วงก่อนที่ผมมาทำงานที่ออมสิน เป้าหมายสินเชื่อ 30,000 ล้านบาทนั้น ยังทำไม่ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่เมื่อผมเข้ามาแล้ว ผมปฏิวัติการทำงานทุกอย่าง และใช้เวลาเพียง 6 เดือนก็สามารถปล่อยสินเชื่อทะลุเป้าหมายได้แล้ว ซึ่งออมสินจะไม่หยุดตัวเองไว้แค่นี้ แต่จะเดินหน้าปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือลูกค้ารายย่อย และลูกค้าของรัฐบาลต่อไป โดยเฉพาะหน่วยงานในอบต.ต่าง ๆ ที่มากู้เงินเพื่อไปดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามท้องถิ่นของตนเอง โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ปล่อยกู้ให้อบต.จังหวัดพะเยา 150 ล้านบาท จังหวัดสมุทรสาคร 130 ล้านบาท และจังหวัดสกลนคร 435 ล้านบาท รวมถึงกองทุนหมู่บ้านอีก 40 กองทุน เป็นการปล่อยกู้ถึง 40 ล้านบาทในคราวเดียวกัน เป็นต้น” ออมสินเน้นปล่อยกู้ให้รายย่อยมากกว่าการนำไปลงทุนในดอกเบี้ยนโยบายที่ได้เพียง 1.25% และไม่ได้ห่วงว่าจะมีปัญหาเอ็นพีแอล เนื่องจากได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงไปแก้ปัญหาเอ็นพีแอลแบบรายกรณี โดยรายไหนที่ยังพอแก้ไขได้ จะให้ลดดอกเบี้ยลง พร้อมทั้งปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ แต่หากรายไหนแก้ไม่ได้ ให้ตัดหนี้สูญ แต่มีเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่แก้ไขได้ทั้งหมด เพราะลูกค้ารายย่อย หรือประชาชนรากหญ้านั้น มีวินัยทางการเงิน หากมีความสามารถชำระเงิน จะไม่ยอมให้กลายเป็นหนี้เสีย ออมสินเพียงแต่ช่วยให้เขาผ่อนชำระได้ตามความสามารถของลูกค้าแต่ละราย “ทั้งนี้ ออมสินไม่ได้รุกมากขึ้น เพียงแต่ภาวะการณ์ขณะนี้ เมื่อธนาคารมีสภาพคล่องจำนวนมาก เราไม่ช่วยไม่ได้ เรามีหน้าที่ในการพัฒนาชุมชน และเราไม่ได้กำหนดเป้าหมายว่าจะต้องให้ได้สินเชื่อ หรือยอดเงินฝากเท่าใด แต่เราจะทำให้ดีที่สุด เพื่อช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติให้ทุกอย่างดีขึ้น พร้อมกันนี้ ได้ลงพื้นที่จ.สุราษฎ์ธานี เพื่อมอบเงินสินเชื่อธนาคารประชาชนตามนโยบายกระจายสินเชื่อสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาลตามโครงการ “1 สาขา 5 ตลาด” ให้ผู้ประกอบอาชีพค้าขาย หาบเร่ รถเข็น และแผงลอย ในพื้นที่ 9 ราย วงเงินรายละ 100,000บาท คิดดอกเบี้ย 0.50% ต่อเดือน ผ่อนนานไม่เกิน 5 ปี ซึ่งกำลังเริ่มได้รับความนิยมอย่างมาก.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 ก.ค.) นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยระหว่างการเดินทางไปชักจูงการลงทุน ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ว่า วันนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้เปิดสำนักงานแห่งใหม่ในกรุงโซล ซึ่งถือเป็นสำนักงานต่างประเทศแห่งที่ 11 ของบีโอไอ เพื่อแสดงให้นักธุรกิจเกาหลีใต้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะชักชวนให้กิจการที่มีศักยภาพเข้าไปลงทุนในไทย นอกจากนี้ สำนักงานบีโอไอยังจะเป็นศูนย์กลางของข้อมูลและรายละเอียดด้านการลงทุนที่สำคัญ ให้กับนักธุรกิจเกาหลีใต้ และผู้ที่สนใจเข้าไปลงทุนในประเทศไทยด้วย นายชาญชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการเข้าเยี่ยมคารวะ นาย อี ยุน โฮ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ และพบปะหารือกับบริษัทชั้นนำของเกาหลีใต้ ทำให้ทราบว่า ประเทศไทยยังเป็นแหล่งน่าลงทุนในสายตาของนักธุรกิจเกาหลีใต้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เร็วๆ นี้ จะมีบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีจะย้ายฐานการผลิตเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และกำลังจะยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ทั้งนี้นาย อี ยุน โฮ ได้แนะนำให้ไทยเร่งประชาสัมพันธ์จุดแข็งและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของประเทศให้นักลงทุนเกาหลีใต้ได้รับทราบ รวมถึงเสนอแนวคิดในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมสำหรับบริษัทเกาหลีโดยเฉพาะ ซึ่งจะเป็นจุดดึงดูดนักลงทุนเกาหลีได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังยืนยันถึงความสนใจของบริษัทก่อสร้างของเกาหลีในปัจจุบัน ที่มีความสามารถและพร้อมที่จะรับงานเมกะโปรเจกต์ในไทย “ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การลงทุนของเกาหลีใต้ในไทยมีแนวโน้มที่ดีมาโดยตลอด นอกเหนือจากการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นสาขาหลักของการลงทุนจากเกาหลีใต้แล้ว ยังเริ่มมีแนวโน้มของการเข้ามาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ เช่น สาขาเหมืองแร่ และเซรามิกส์ ซึ่งทำให้การลงทุนในไทยของเกาหลีใต้มีความหลากหลายมากขึ้น จึงคาดว่าความสำเร็จของการเปิดสำนักงานสาขาของบีโอไอในเกาหลีใต้ครั้งนี้ จะช่วยทำให้ไทยดำเนินกิจกรรมชักจูงการลงทุนกลุ่มนักลงทุนเกาหลีได้อย่างคล่องตัว สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นในอนาคต” นายชาญชัยกล่าว ปัจจุบันมีบริษัทที่เข้าไปลงทุนในไทยแล้ว อาทิ แอลจี อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผลิตเครื่องปรับอากาศ และคอมเพลสเซอร์ บริษัทเค อี จี (ประเทศไทย) จำกัด ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอกนิกส์ และบริษัท สกาย สตาร์ แอร์เวย์ จำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนไทย-เกาหลีให้บริการแก่ผู้โดยสาร และการขนส่งสินค้าไปรษณียภัณฑ์เส้นทางระหว่างประเทศ เป็นต้น ด้านนางอรรชกา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ บีโอไอ ยังกำหนดที่จะมีกิจกรรมเปิดสำนักงานแห่งใหม่เพิ่มอีก 2 แห่ง ได้แก่ เปิดสำนักงานส่งเสริมการลงทุนที่เมืองกวางโจว ประเทศจีน ในเดือนสิงหาคม และสต็อกโฮลม์ ประเทศสวีเดน ในเดือนกันยายน รวมถึงการจัดกิจกรรมโรดโชว์ทั้งกลุ่มใหญ่และกลุ่มย่อยในประเทศกลุ่มเป้าหมายในหลาย ๆ ประเทศอีกอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 16 ครั้ง ซึ่งจะเป็นการสร้างความเข้าใจ และเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการเข้าไปลงทุนในประเทศไทยแก่กลุ่มนักลงทุนต่างชาติได้มากขึ้น.


วันนี้ (2 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยผลการเดินทางนำเสนอข้อมูล หรือโรดโชว์ กับผู้ลงทุนสถาบันที่บอสตัน นิวยอร์ค และลอนดอนในงาน “Thailand : Strength in Global Adversity” ระหว่างวันที่ 24 – 29 มิ.ย. ที่ผ่านมา ว่า ได้รับความสนใจจากผู้ลงทุนต่างประเทศรวม 86 ราย จาก 74 บริษัท โดยมีเงินลงทุนรวมกันทั่วโลกกว่า 6.8 ล้านล้านบาท ซึ่งผู้ลงทุนส่วนใหญ่ได้สอบถามถึงสถานการณ์การเมืองในไทย ว่า จะยังมีเสถียรภาพหรือไม่ เพราะห่วงว่าหากการเมืองไม่นิ่งโครงการลงทุนต่างๆ จะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ตามเวลาที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ที่ร่วมเดินทางไปด้วยได้ชี้แจงว่า ขณะนี้เรื่องต่างๆ ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร์ รวมทั้งได้ชี้แจงว่า รัฐบาลไทยได้ดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่จะส่งผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และชี้ให้เห็นถึงเสถียรภาพทางการเงิน ความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินของไทย และจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลคาดว่า จะทำให้จีดีพีของไทยปรับตัวขึ้นจากร้อยละ 2.5 เป็นร้อยละ4.1 ในปี 2553 และเพิ่มเป็นร้อยละ 5.2 ในปี 2554 และเป็นร้อยละ 5.5 ในปี 2555 ตลท.เตรียมแจงข่าวลือผู้บริหารซดเกาเหลากันเอง นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวความขัดแย้งภายในของผู้บริหารตลท. ว่า ตนขอเวลาทำความเข้าใจและชี้แจงกับพนักงานก่อน ขณะนี้จึงยังไม่สามารถตอบอะไรได้มาก โดยขอให้ยืนยันตามที่นายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการ ตลท. เคยกล่าวไว้ และขอให้ดูกันที่ผลงานดีกว่า ซึ่งหลังจากมีการทำความเข้าใจจะชี้แจงให้ทราบอีกครั้ง.
