
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 ก.ค.) ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอิทธิพล คุณปลื้ม นายกเทศมนตรีเมืองพัทยา ได้นำศิลปิน 7 หนุ่ม วง 2PM จากประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งหนึ่งหนุ่มในสมาชิกของวงคือ นายนิชคุณ หรเวชกุล หรือ “คุณ” หนุ่มไทยที่ไปโด่งดังอยู่ที่ประเทศเกาหลีใต้ เข้าเยี่ยมคารวะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสที่นายนิชคุณได้รับเกียรติในการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย และได้รับมอบเข็มกลัดที่ระลึกในโครงการ “ฉันรักประเทศไทย” ซึ่งเป็นโครงการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดแก่ชาวไทยและปลูกฝังค่านิยม“รักชาติ”ให้หนักแน่นของชาวไทยทุกคน โดยจะเปิดตัวโครงการอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 4 ก.ค.นี้ เวลา 09.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี อย่างไรก็ตาม ศิลปิน 2 PM จะเข้าร่วมในงานป๊อป มิวสิค อวอร์ดส 2009 ในวันเสาร์ที่ 4 ก.ค. ที่แหลมบาลีฮาย พัทยา และงาน 2PM Thailand Showcase เวลา 18.00น. ในวันจันทร์ที่ 6 ก.ค. ที่พาร์คพารากอน ทั้งนี้ น.ส.ปราง เวชชาชีวะ บุตรสาวของนายกรัฐมนตรี พร้อมเพื่อนสนิท ได้เดินทางมายังตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อพบกับนักร้องวงดังกล่าวก่อนที่จะเริ่มการเข้าพบคารวะนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ภายหลังการเข้าพบดังกล่าว นายนิชคุณ ให้สัมภาษณ์ว่า การที่ได้พบกับนายกรัฐมนตรีวันนี้ ถือว่าเป็นเกียรติมาก และตนอยากให้กำลังใจนายกรัฐมนตรีว่าให้สู้ๆ ส่วนการที่ได้พบกับบุตรสาวของนายกรัฐมนตรีนั้น ได้มีการถ่ายรูปร่วมกันและนั่งคุยกันสักครู่หนึ่ง สำหรับโครงการฉันรักประเทศไทยนั้น ตนจะพูดถึงประเทศไทยอยู่ตลอดเวลาอยู่ที่เกาหลีใต้ โดยในการถ่ายทำรายการต่างๆ ตนจะพูดถึงประเทศไทยอยู่เสมอและได้บอกว่าประเทศไทยสวย น่าเที่ยวอย่างไร และอาหารไทยอร่อยแค่ไหน เมื่อถามว่าถ้าสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับประเทศได้ นายนิชคุณอยากทำอะไรเป็นสิ่งแรก นายนิชคุณ กล่าวว่า จะรณรงค์ความสะอาดของประเทศไทย สำหรับความรู้สึกที่ได้กลับมาเมืองไทยนั้น ทุกคนในกลุ่ม 2PM อยากกลับมาเมืองไทย และได้กลับมาแสดงที่ประเทศไทยอีกรอบ เมื่อถามว่าส่วนคิดว่าจะกลับมารับงานที่เมืองไทยบ้างหรือไม่ นายนิชคุณ กล่าวว่า จริงๆ ตนอยากกลับมาประเทศไทยอยู่แล้ว อยากกลับมาบ้านทำงานที่บ้าน แต่ขึ้นอยู่กับตารางการทำงาน เพราะช่วงนี้ก็มีงานร้องเพลงอยู่ที่เกาหลีใต้.

Comments Off
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จะเดินทางมาเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) ในวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม เวลา 14.00 น.ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีวาระสำคัญการประชุมการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ตามโครงสร้างใหม่ ตร. โดยในเวลา 09.30 น. วันเดียวกัน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ได้นัดหมายรองผบ.ตร เพื่อประชุมคณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติ หรือบอร์ดกลั่นกรอง ที่ห้องประชุม ชั้น 7 สำนักงานผบ.ตร. การแต่งตั้งข้าราชการครั้งนี้ เพื่อเป็นการปรับเกลี่ยตำแหน่งระดับผู้บัญชาการ(ผบช.) รองผบช. และผู้บังคับการ(ผบก.) ลงในโครงสร้างใหม่ ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฉบับล่าสุดที่จะมีผลใช้บังคับในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทั้งนี้ โครงสร้างใหม่ตร. นั้น มีการปรับเกลี่ย หน่วยงานต่างๆ มีหน่วยงานระดับบช.หรือเทียบเท่า 30 หน่วยงาน เป็นหน่วยงานที่มีเดิม 26 หน่วย ตั้งขึ้นใหม่ 4 หน่วยคือ สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ สำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานกำลังพล และสำนักงานงบประมาณและการเงิน ขณะที่หน่วยงานระดับบก. หรือเทียบเท่า รวม 227 หน่วยงาน เพิ่มบก.ใหม่ 43 หน่วย เป็นการยกฐานะหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว 36 หน่วย เช่น ศสส. ซึ่งมีรองผบก.-ผกก.เป็นหัวหน้า สำหรับกองบังคับการที่ตั้งขึ้นใหม่จริง ๆ มีเพียง 7 แห่ง คือ กองบังคับการอำนวยการของสำนักงานส่งกำลังบำรุง และกองบัญชาการศึกษา กองบัญชี กองตรวจสอบภายใน 2-3 กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแต่งตั้งโครงสร้างใหม่นั้นจะมีการแต่งตั้ง ผบช. 30 ตำแหน่ง รองผบช. 146 ตำแหน่ง ผบก. 257 ตำแหน่ง ซึ่งตำแหน่งผบช.นั้นตำแหน่งที่เพิ่มขึ้นมา เป็นการปรับเกลี่ยมาจาก ตำแหน่งผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.ที่มีอยู่แล้ว ขณะที่มีการเพิ่มขึ้นเป็นรองผบช. 146 ตำแหน่ง ปรับเกลี่ยมากจากตำแหน่งรองผบช.ประจำสง.ผบ.ตร.เช่นกัน ขณะที่ระดับผบก.นั้นมีการกำหนดผบก.มาใหม่ 10 ตำแหน่ง ขณะที่รวมทั้งประเทศทุกระดับตำแหน่งจะต้องมีการแต่งตั้งโยกย้ายทั้งสิ้น 105,335 ตำแหน่ง ทั้งนี้ตำแหน่งที่คาดว่าจะมีการแต่งตั้งโยกย้ายมีดังนี้ พล.ต.ท.อัศวิน ณรงค์พันธ์ ผบช.ภ.2 เป็น ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ตชด. เป็น ผบช.ภ. 2 พล.ต.ท.ณรงค์ ศิริสุนทร ผบช.ประจำ สง. ผบ.ตร. เป็น ผบช.ตำรวจตระเวนชายแดน พล.ต.ท.ประยูร อำมฤต ผบช.ประจำ สง. ผบ.ตร.ทำหน้าที่ประสานกองทัพไทย เป็น ผบช.สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ พล.ต.ท.สุชัย สุขพันธ์โพธาราม ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.ทำหน้าที่หัวหน้างานตรวจสอบภายใน เป็น ผบช.สำนักงานส่งกำลังบำรุง พล.ต.ท.ธีรยุทธ กิติวัฒน์ จเรตำรวจ (สบ.8) เป็น ผบช.สำนักงานงบประมาณและงานเงิน พล.ต.ต.สุรพล ทองประเสริฐ ผบก.ประจำ สง.พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง ผบ.ตร. เป็น รอง ผบช.ตชด. พล.ต.ต.จิรโรจน์ กี่ศิริ รอง ผบช.ประจำ สง.พล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ รองผบ.ตร.เป็นรอง ผบช.สำนักงานกำลังพล พล.ต.ต.วรินทร์ บุญเกียรติ รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. เป็น รอง ผบช.สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ พล.ต.ต.ชัยยง กีรติขจร รอง ผบช.ภ.6 เป็น รอง ผบช.ก.ตร. พล.ต.ต.อรรถพร อุทยานานนท์ รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. เป็น รอง ผบช.ภ.6 พล.ต.ต.เกษียร วรศิริ รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. เป็นรองผบช.ยศ พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. เป็น รอง ผบช.น. พล.ต.ต.พิสุทธิ์ พุ่มพิชฏฐ์ รองผบช.ประจำ.สง.จตช. เป็น รอง จเร (สบ.7) พล.ต.ต.มณสัณ สุขกนิษฐ์ รองผบช.ประจำ ทนท.ฝอ. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร. เป็น รองจเรตำรวจ(สบ7) พล.ต.วิมล เปาอินทร์ ผบก.น.4 เป็น ผบก.จร. พล.ต.ต.สมวุฒิ วรรณพิรุณ ผบก.ทำหน้าที่ ฝอ.ประจำ สนง.พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร. เป็น ผบก.น.4 พล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว ผบก.ภ.จว.ปัตตานี เป็น ผบก.น.9 พล.ต.ต.พิเชษฐ์ ปิติเศรษพันธ์ ผบก.ประจำสนง.พล.ต.อ.ปรุง บุญผดุง หน.นรป. เป็น ผบก.ปัตตานี พล.ต.ต.จิตติ รอดบางยาง ผบก.ประจำสนง.พล.ต.ท.ชอล ชูวงษ์ ผู้ช่วยผบ.ตร. เป็น ผบก.จ.สมุทรสงคราม พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบก.อำนาจเจริญ เป็น ผบก.จ.สระแก้ว พล.ต.ต.เมธี กุศลสร้าง ผบก.น่าน เป็น ผบก.ตราด พล.ต.ต.สำเริง สุวรรณพงษ์ ผบก.อก.บช.น. เป็น ผบก.น.3 พ.ต.อ.นิคม เฉิดฉาย รองผบก.จว.บุรีรัมย์ ขึ้นเป็นผบก.ศสส.ภ.3 พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ตันศรีสกุล ผบก.จร. เป็นผบก.อก.น. พล.ต.ต.ณชนนต์ สิงหรา ณ อยุธยา ผบก.น.3 เป็น ผบก.น.8 พล.ต.ต.ภักดี จิรางกูร ผบก.ประจำสำนักงาน พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รอง.ผบ.ตร. เป็นผบก.รร.ภ.7 พล.ต.ต.เรืองชัย วัจนะพุกกะ รองผบช.ประจำสำนักงานพล.ต.อ.จุมพล เป็น รองผบช.ศ. พล.ต.ต.วีระพงษ์ ชื่นภักดี รองผบช.ประจำสำนักงานรองผบ.ตร. เป็นรองผบช.สกบ.พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง ผบก.ประจำสำนักงานพล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต ที่ปรึกษา สบ.10 เป็นผบก.อป. พล.ต.ต.คเชนทร์ คชพลายุกต์ ผบก.จว.สมุทรสงครามเป็น ผบก.ยศ. พล.ต.ต.ชาติชาย แตงเอี่ยม ผบก.ประจำสง.ผบ.ตร.(พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์)ผบก.ศฝร.ภ. 4 พ.ต.อ.จตุพล ปานรักษา รองผบก.ศสส. เป็นผบก.ศสส.ภ.4 พล.ต.ต.ยุทธนา ปาละติเสนา ผบก.ประจำสง.ผบ.ตร.เป็น ผบก.ยศ.ภ.4 พล.ต.ต.สุพันธ์ ประเสริฐสม ผบก.อก.ภ.4 ผบก.หนองบัวลำภู เป็น พล.ต.ต.กำพล ทับทิมไทย ผบก.หนองบัวลำภู เป็น ผบก. พ.ต.อ.เพชรรัตน์ แสงไชย รองผบก.ศสส.ภ.1 เป็น ผบก.ศสส.ภ.1 พล.ต.ต.ญาณไชย แกล้วเขตต์การ ผบก.ประจำสง.ผบ.ตร. (พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ)เป็น ผบก.จเร พล.ต.ต.เอื้อพงศ์ โกมารกุล ผบก.ประจำสง.ผบ.ตร. เป็น ผบก.ศฝร.ภ.6 พล.ต.ต.ภูมิรา วัชรปราณีกุล รองผบช.ประจำสง.ผบ.ตร. เป็นรองผบช.ภ.1 พล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญญโญ ผบก.จ.สระแก้ว ผบกภ.จ.จันทบุรี พล.ต.ต.ธเนตร พิณเมืองงาม ผบก.ภ.จ.จันทบุรี เป็นผบก.ภ.จ.ชลบุรี พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผบก.ประจำสง.ผบ.ตร.(พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง) เป็นผบก.ศูนย์ฝึกอบรม.ภ.1

Comments Off

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 ก.ค.) ที่ลานคนเมืองศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. เป็นประธานเปิดงาน “ดีเดย์ปล่อยขบวนเจ้าหน้าที่เทศกิจ สำรวจช้างเร่ร่อน” โดยมีพล.ต.ต.ชูเกียรติ ประทีปะเสน รองเลขาธิการมูลนิธิคืนช้างสู่ธรรมชาติและพอลล่า เทเลอร์ นักแสดงสาว ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ห่วงใยช้างเร่ร่อน ร่วมแถลงข่าว โดยมีขบวนพาเหรดนิ่งใหญ่เพื่อรณรงค์ให้คืนช้างสู่ธรรมชาติร่วมด้วย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า วันที่เป็นวันดีเดย์ที่ขบวนเทศกิจสำรวจช้างเร่ร่อน จะลงพื้นที่ทำการสำรวจช้างในพื้นที่กทม.ทันที โดยจะมีการตรวจตั๋วรูปพรรณที่ขึ้นทะเบียนไว้ ตรวจไมโครชิพ หากพบว่าเจ้าของนำมาเร่ร่อนก็จะให้เจ้าของนำกลับสู่ภูมิลำเนา หรือหากเจ้าของมีประสงค์จะขายช้างให้กับมูลนิธิคืนช้างสู่ป่าก็จะทำการตกลงราคากัน โดยราคาซื้อช้างอยู่ระหว่าง 300,000- 1,000,000 บาท แน่นอน โดยขณะนี้มีการนำช้างออกนอกพื้นที่แล้ว 100 เชือกเหลืออีกเพียง 100 เชือกเท่านั้น ทั้งนี้ตนตั้งเป้าแก้ปัญหาช้างเร่ร่อนให้สำเร็จภายในเวลา 1 ปี โดยในเดือน ก.ค.ปี 53 จะไม่มีช้างเร่ร่อนในพื้นที่กทม. อย่างไรก็ตาม นอกจากการแก้ปัญหาในกทม.แล้ว ต้องร่วมกันแก้ปัญหาในจ.อื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่เป็นการผลักภาระของกทม.ไปให้จ.อื่น ดังนั้น จึงต้องมีเครือข่ายร่วมกัน เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการแก้ปัญหาช้างนั้นค่อนข้างยาก เนื่องจากการผลักดันช้างออกจากกทม.แล้วจะต้องมีที่พักช้าง เพื่อให้ช้างสามารถอาศัยอยู่ได้ ทั้งนี้ทางมูลนิธิแจ้งความประสงค์มาแล้วว่าสามารถซื้อช้างได้ประมาณ 18 เชือก และต่อไปก็จะมีการระดมทุนเพื่อซื้อช้างต่อไป ซึ่งต้องขอวอนเจ้าของช้างว่าอย่าโก่งราคาช้างเกินไป ซึ่งขณะนี้มีเจ้าของช้างที่หากินในกทม.และพื้นที่ใกล้เคียง มีความประสงค์จะขายช้างแล้ว 2 เชือก และเจ้าของช้างจากจ.สุรินทร์ก็ยินดีที่จะขายอีกประมาณ 10 เชือก นางสาวโซไรดา ซาลวาลา เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้าง กล่าวว่า เมื่อมีการแก้ปัญหาด้วยการซื้อช้าง ควาญช้างก็มีการโก่งราคาช้างขึ้นไปสูงมากบางตัวเป็นหลักล้าน ซึ่งอาจจะทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปได้ยากขึ้น นอกจากนี้ในส่วนของหน่วยงานรัฐก็ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างเคร่งครัด เพราะกฎหมายมีข้อบังคับไม่ให้ช้างเร่ร่อนหากินในเมืองอยู่แล้วครบถ้วน เช่น การกำหนดพื้นที่ปลอดช้าง การห้ามช้างเดินตามถนนหรือทางเท้า ตาม พรบ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 เป็นต้น รวมทั้งการขอนิรโทษกรรมช้างก็ต้องดูเป็นราย ๆ ไป ว่าช้างเชือกไหนที่สามารถทำได้ ส่วนการทำปางช้างนั้นก็อยากให้มีมาตรฐานที่ดี และให้ช้างอยู่แบบธรรมชาติให้มากที่สุดแม้กระทั่งการสร้างปางช้างในกทม.ก็ควรให้อยู่ในพื้นที่รอบนอกที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ทั้งนี้ หลังจากแถลงข่าวทีมสำรวจช้างเร่ร่อน นำโดยนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯกทม. พร้อมด้วยทีมแพทย์จากกรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิคืนช้างสู่ป่าและเจ้าหน้าที่เทศกิจ ออกปฏิบัติหน้าที่สำรวจช้างเร่ร่อนในพื้นที่บริเวณห้างสรรพิสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่ารัตนาธิเบศร์ เพื่อสำรวจช้างเร่ร่อน 2 เชือก ที่สำนักเทศกิจได้ออกใบเตือน พร้อมอ่านไมโครชิพพบว่าเจ้าของนำมาเร่ร่อนหารายได้ เมื่อเจรจากันแล้วพบว่าเจ้าของประสงค์ที่จะขายช้างให้มูลนิธิฯ จึงจะไปตกลงราคาซื้อขายกันอย่างเป็นทางการ.

Comments Off
ด้าน รฟท.ออกมาตรการกักตัวระหว่างเดินทางหากมีอาการต้องสงสัย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 ก.ค.) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วย พญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าฯกทม. และเจ้าหน้าที่จากสำนักอนามัย ลงพื้นที่บริเวณหัวลำโพง เพื่อแจกหน้ากากอนามัยจำนวน 1,500 ชิ้น แก่เจ้าหน้าที่รถไฟและประชาชนที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัด ช่วงวันหยุดยาวระหว่างวันที่ 4-8 ก.ค.นี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เปิดเผยภายหลังว่า ในช่วงวันหยุดยาวคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับบ้านจำนวนกว่า 30,000 คน จากช่วงปกติที่มีผู้ใช้บริการ 20,000 คน กทม.จึงจำเป็นจะต้องประชาสัมพันธ์และให้ความรู้สำหรับประชาชนในการป้องกันตนเอง และแนะนำให้ใช้หน้ากากอนามัยเวลาไอ จามอยู่เสมอ โดยสำนักอนามัย จะตั้งหน่วยบริการให้ความรู้และแนะนำวิธีปฏิบัติในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง และสถานีขนส่งหมอชิตใหม่ ระหว่างเวลา 08.00-16.00 น. ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมาถือว่าสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่เกิดขึ้นค่อนข้างน่าเป็นห่วง ตนจึงไม่อยากให้เชื้อแพร่ระบาดออกนอกพื้นที่ กทม. รวมทั้งไม่ต้องการให้เชื้อแพร่กลับมาที่ กทม. พญ.มาลินี กล่าวว่า ทั้งนี้ในส่วนของขากลับเข้ามากรุงเทพฯตนก็ได้กำชับให้ รฟท.ประกาศเตือนผู้โดยสารเป็นระยะๆระหว่าง เดินทาง เพื่อให้ป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งถึงกรุงเทพฯ นอกจากนี้ในส่วนของค่ายทหารสังกัดต่างๆ ในพื้นที่ กทม.นั้น ในเร็วๆ นี้ก็จะมีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคและให้ความรู้ คำแนะนำ เพื่อป้องกันในเชิงรุก ไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเช่นเดียวกับทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เนื่องจากในค่ายทหารมีทหารอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งในช่วงวันหยุดยาวนี้อาจเดินทางกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัดด้วย ด้านนายไพรัช โรจน์เจริญงาม ผู้อำนวยการศูนย์ประชาสัมพันธ์และบริการท่องเที่ยว การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) กล่าวว่า สำหรับมาตรการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 รฟท.ได้กำชับนายสถานีและพนักงานบนรถ ให้รักษาความสะอาดด้วยการใส่หน้ากาก รวมทั้งสังเกตผู้โดยสารหากพบเห็นผู้มีอาการไม่สบายให้ประสานกับจังหวัดในพื้นที่ ให้นำตัวผู้โดยสารไปตรวจอาการ หากเข้าข่ายติดเชื้ออาจจะต้องยกเลิกการเดินทาง โดย รฟท. จะคืนค่าตั๋วเดินทางให้ ขณะเดียวกันจะเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดทั้งบริเวณห้องน้ำ ราวบันได ด้วย.

Comments Off

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 ก.ค.) สวนดุสิตโพลเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ต่อพฤติกรรมการเดินทางและสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในปีนี้กับปีที่ผ่านมา จำนวน 1,290 คน ระหว่างวันที่ 1-3 ก.ค. 2552 เปรียบเทียบการเดินทางกลับต่างจังหวัดในปีนี้กับปีที่ผ่านมาของผู้เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ พบว่า เดินทางกลับต่างจังหวัดลดลง 10.33% โดย 30.64% ให้เหตุผลว่าสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและต้องประหยัดมากขึ้น 27.30% ให้เหตุผลเบื่อรถติด คนเบียดเสียด แย่งกันขึ้นรถและซื้ออาหาร 18.81% ให้เหตุผลอยากหยุดพักผ่อน ทำบุญในกรุงเทพฯ 15.47% ให้เหตุผลไปเที่ยวจ.ที่อยู่รอบๆ กรุงเทพฯ แทน และ 7.78% ให้เหตุผลที่ทำงานไม่หยุด สำหรับหัวข้อมีพฤติกรรมอะไรบ้างที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน พบว่า ในเรื่องการเดินทางประชาชน 42.10% ระบุว่า อยู่บ้านเฉยๆ ไม่ไปไหนลดการเดินทางให้น้อยลง 36.84% ระบุอาศัยไปกับคนรู้จักหรือญาติ และ 21.06% ระบุว่า เลือกใช้บริการขนส่งมวลชนที่ให้บริการฟรี ส่วนเรื่องอาหารการกินประชาชน 45.16% ระบุเลือกซื้อเฉพาะของกินของใช้จำเป็น 35.48% ระบุซื้ออาหารทำกินเองที่บ้าน 19.36% ระบุซื้อปริมาณเยอะจะได้ของถูก ขณะที่เรื่องการซื้อของฝากประชาชน 56.09% ระบุว่าลดปริมาณการซื้อโดยเลือกซื้อแต่ของจำเป็น 23.73% ระบุซื้อฝากเฉพาะโอกาสสำคัญ และอีก 20.18% ระบุเลือกซื้อของราคาไม่แพง ในเรื่องการเลี้ยงฉลองที่บ้านต่างจังหวัดประชาชน 53.25% ระบุว่า งดการเลี้ยงฉลองหรือกินเลี้ยงน้อยลง 30.27% ระบุซื้ออาหารทำกินเองและไม่ซื้ออาหารนอกบ้าน และ 16.48% ระบุจากเดิมซื้อของเองเปลี่ยนเป็นการช่วยกันซื้อ มาถึงเรื่องของการท่องเที่ยวประชาชน 49.14% ระบุงดเที่ยวให้น้อยลง 28.57% ระบุว่าไปเที่ยวตามสถานที่ไม่เสียเงิน เช่น วัด สวนสาธารณะและบ้านเพื่อน และประชาชน 22.29% ระบุว่า ไปเที่ยวหลายๆ คนเพื่อความประหยัด.

Comments Off
วันนี้ (3 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวรัญชัย โชคชนะ อดีตผู้ลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ตนได้ไปแจ้งความกับกองบังคับการปราบปรามทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ หรือ บก.ปปป. เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายสาวิตต์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) กับพวกกรณีหยุดเดินรถไฟทุกเส้นทางทั่วประเทศระหว่างวันที่ 22-23 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ส่งผลให้ตนเองและประชาชนเดือดร้อน และยังไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ทำให้รฟท.ต้องเสียหายเป็นวงเงิน 36 ล้านบาท “ในวันนั้นผมต้องเดินทางไปจ.อุบลราชธานี แต่ปรากฏว่าไม่สามารถเดินทางได้ ผมจึงต้องแจ้งให้ปปป.สอบเรื่องดังกล่าวเพราะสร้างความเสียหายให้กับองค์กร ซึ่งจากนี้ไปต้องรอว่าทางปปป.จะเรียกผู้เกี่ยวข้องไปสอบสวน ทั้งผู้ว่าการรฟท.และประธานสร.รฟท. ซึ่งหากพบว่า มีมูลทางปปป.ก็คงจะส่งเรื่องดังกล่าวไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ต่อไป” นายวรัญชัย กล่าว.

Comments Off
เปิดประเด็นให้กับผู้ที่รอคอยเทคโนโลยี 3จี ในเมืองไทยอีกครั้ง!!! เมื่อนายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิ การคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. กล่าวในงานสัมมนา “ก้าวสู่ยุคเทคโนโลยี 3จี จุดเปลี่ยนวิถีชีวิต-ธุรกิจโทรคมนาคมไทย” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ตามกำหนดแผนการทำงานเรื่องการออกใบอนุญาต 3จีของ กทช. หลังจากว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หากไม่มีปัญหาอะไรคาดว่าจะสามารถเปิดทดลองประมูลใบอนุญาตได้ภายในเดือนกันยายนนี้ และจะสามารถเปิดให้ประมูลจริงได้ในเดือนมกราคม 2553 หรือต้นปีหน้า นั่นก็หมายความว่า โอกาสที่คนไทยจะได้ ใช้เทคโนโลยี 3จี นั้นต้องเลื่อนไปอีกอย่างน้อย 2 เดือน เพราะว่าเลขาธิการ กทช. เคยออกมาแสดงความมั่นใจก่อนหน้านี้ไม่นาน ว่าจะสามารถเปิดรับสมัครผู้สนใจ เข้าประมูลได้ภายในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ 2 เดือนที่เลื่อนออกไป หลาย ๆ คนอาจจะชินและไม่คาดหวัง แต่ในมุมมองของผู้ให้บริการหรือโอเปอเรเตอร์ที่ต้องการเข้ามาลงทุนในเทคโนโลยีนี้ จะมีปัญหา หรือไม่ นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ชิน คอร์ปอเรชั่น ผู้บริหารเอไอเอส บอกว่ารอมาแล้วตั้ง 5 ปี รออีก 2 เดือน ไม่มีผลอะไร ถ้าทุกอย่างทำได้อย่างถูกต้องครบถ้วน และไม่ต้องกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ ด้านดีแทค นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น ยืนยันเหมือนกันว่า ไม่เป็นไร ถ้า 2 เดือนนี้จะทำให้รายละเอียดทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น จำนวนใบอนุญาต วิธีการประมูล แผนขยายโครงข่าย หรือรูปแบบการชำระค่าประมูลต่าง ๆ นั้นออกมาครบชัดเจน ก็ถือเป็นเรื่องดี และคงได้เห็นบริการ 3จี ได้ภายในปีหน้า ส่วนนายอธึก อัศวานันท์ รองประธานกรรมการ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น บอกว่า ถ้าทำให้รอบ คอบขึ้นก็ไม่เป็นไร 2 เดือนที่เลื่อนออกไป แค่ทำไม่ให้ผิดคำพูดที่เคยประกาศไว้ว่าไทยจะมี 3จี ก่อนพม่า จากข้อมูลใหม่นี้ทำให้เราช้ากว่าพม่าแน่นอนแล้ว สำหรับความพร้อมของเอกชนผู้ลงทุนใน การขยายโครงข่าย ทั้ง 3 ราย ยืนยันตรงกันว่า พร้อมมานานแล้วทั้งด้านเงินทุน ความรู้และบุคลากร ขาดก็แต่เวลาที่ กทช. จะเป็นผู้กำหนดมาเท่านั้น แถมเสียงบ่นเล็ก ๆ จากค่ายพี่ใหญ่ว่า 2 เดือน ที่เลื่อนออกไปอาจส่งผลต่อค่าธรรมเนียมวงเงินกู้ที่เพิ่มสูงขึ้นของผู้ลงทุน ผู้บริหารทรู บอกอีกว่า กทช.จะต้องมีความชัดเจนในหลาย ๆ เรื่อง และที่สำคัญต้องกล้าที่จะตัดสินที่จะก้าวผ่านไปสู่อนาคต เพราะ เร็ว ๆ นี้ จะมีการเลือกคณะกรรมการ กทช.ชุดใหม่ ซึ่งไม่ทราบว่าจะมีผลต่อนโยบายหรือไม่ ด้านความเหมาะสมของจำนวนผู้ประกอบการที่จะเข้ามาลงทุนในเทคโนโลยีนี้ 3 ค่ายใหญ่บอกตรงกันว่า ควรมีประมาณ 4-6 ราย ซึ่ง เป็นเกณฑ์ที่สามารถแข่งขันได้ และเท่าที่มีรายงานมาไม่เคยมีประเทศไหนที่มีผู้ให้บริการ 3จี เพียงอย่างเดียว ซึ่งสอดคล้องกับกรณีศึกษาจากต่างประเทศที่ระบุว่าการมีผู้เล่นมากรายไม่ใช่เป็นเรื่องดีเสมอไป เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ต้องลงทุนจำนวนมาก ทิ้งท้ายกันเอาไว้ถึง กทช. จากภาคเอกชน ที่แม้จะไม่มีกลไกในการเร่งรัดให้ภาครัฐตัดสินใจ แต่ฝากให้มองภาพกว้างถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีที่ประชาชนในประเทศจะได้รับ ไม่ใช่มองเฉพาะรายได้ของโอเปอเรเตอร์ แต่ยังต้องคิดเผื่อไปถึงการสร้างธุรกิจใหม่ให้กับผู้พัฒนาเนื้อหา การนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการของภาครัฐ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจไทย สุดท้ายยังคงต้องลุ้นกันอีกรอบ … จึงได้แต่หวังว่าไทยคงมีโอกาสใช้เทคโนโลยี 3 จี ก่อนที่ทั่วโลกจะประกาศเทคโนโลยี 4 จีออกมา!!!

Comments Off

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 ก.ค.) ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รศ.บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ปีนี้เป็นปีที่มีความสำคัญทางดาราศาสตร์หลายอย่าง นอกจากสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลจะประกาศให้เป็นปีดาราศาสตร์สากลแล้ว ยังมีเหตุการณ์สำคัญทางดาราศาสตร์เกิดขึ้น คือ ปรากฏการณ์สุริยุปราคา โดยปี 2552 นี้ เกิด 2 ครั้ง คือ เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2552 และครั้งที่ 2 จะเกิดในวันที่ 22 ก.ค.2552 เวลาประมาณ 07.00-09.19 น. ซึ่งเป็นสุริยุปราคาแบบเต็มดวง โดยมีแนวคราสตามเส้นทางที่พาดผ่านประเทศอินเดีย จีน ญี่ปุ่น และมหาสมุทรแปซิฟิคใต้ ส่วนสุริยุปราคาบางส่วนเห็นได้เป็นบริเวณแนวกว้าง ตามเส้นทางที่เงามัวของดวงจันทร์พาดผ่าน คือ เอเชียตะวันออกทั้งหมด อินโดนีเซีย และมหาสมุทรตอนใต้ โดยสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งนี้ กินเวลานานที่สุดในศตวรรษที่ 21 คือ 6 นาที 39 วินาที รศ.บุญรักษา กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความตระหนักและความตื่นตัวทางดาราศาสตร์แก่นักเรียน นักศึกษา รวมทั้งประชาชน ให้สนใจกิจกรรมทางดาราศาสตร์มากขึ้น และเพื่อเป็นการกระจายโอกาสในการบริการวิชาการอย่างทั่วถึง สดร.จึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาในภูมิภาคต่าง ๆ จัดกิจกรรม ‘สุริยุปราคาเหนือฟ้าเมืองไทย 22 ก.ค.2552’ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไป ร่วมสังเกตปรากฏการณ์นี้พร้อม ๆ กัน “ภาคกลาง สดร.ไปตั้งกล้องโทรทรรศน์ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย โดยจะเปิดให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม นอกจากนี้ ยังมีที่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ส่วนภาคเหนือ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และมหาวิทยาลัยนเรศวร ภาคตะวันออก โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปตั้งกล้องที่ระยอง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ภาคใต้ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต” รศ.บุญรักษา กล่าวว่า ด้าน ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการ สดร. กล่าวว่า ประเทศไทยจะเป็นสุริยุปราคาบางส่วนและสามารถเห็นได้ทุกภาคในเวลาแตกต่างกัน โดยที่กรุงเทพฯ ดวงจันทร์จะเริ่มบดบังดวงอาทิตย์ เวลาประมาณ 07.06 น. และสิ้นสุดเหตุการณ์ เวลา 09.08 น. ซึ่งจะเกิดนานที่สุดในภาคเหนือ ประมาณ 2 ชั่วโมง 12 นาที ที่จังหวัดเชียงราย ดวงอาทิตย์จะถูกดวงจันทร์บดบังมากที่สุด ร้อยละ 69 ของพื้นที่ดวงอาทิตย์ “สำหรับการติดตามสุริยุปราคาบางส่วนในไทยนั้น เนื่องจากดวงอาทิตย์มีความสว่างมาก ไม่สามารถดูด้วยตาเปล่าได้ ต้องระวังและใช้อุปกรณ์ที่มีความปลอดภัยสูง เช่น แว่นตาดูดวงอาทิตย์ที่ สดร. และ อพวช. ได้ผลิตออกมา การใช้กล้องรูเข็มฉายภาพลงบนฉากรับภาพก็มีความปลอดภัย เนื่องจากไม่ได้มองดวงอาทิตย์โดยตรง วัสดุที่อาจนำมาใช้เป็นแผ่นกรองแสงได้ เช่น แผ่นซีดีหรือดีวีดี แต่ต้องแน่ใจว่าสารเคลือบไม่หลุดลอก ซึ่งแผ่นซีดีหรือดีวีดีสามารถกรองแสงอินฟราเรดได้ แม้ว่าภาพดวงอาทิตย์อาจไม่คมชัดนัก นอกจากนี้ ยังสามารถใช้กระจกช่างเชื่อมเบอร์ 14 ดูดวงอาทิตย์ได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย” ดร.ศรัณย์ กล่าว.

Comments Off
ลั่นเสนอชื่อผู้บริหารทั้ง 3 คนชิงเก้าอี้ผู้จัดการคนใหม่ นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยภายหลังชี้แจงผู้บริหารและพนักงานตลท.ถึงความขัดแย้งในองค์กรหลังมีกระแสข่าวไม่ต่อสัญญากับรองผู้จัดการ 3 คน ว่า ได้ใช้เวลาชี้แจงกว่าชั่วโมงครึ่ง ใน 3 เรื่องหลัก คือผลงานใน 6 เดือนแรก และแนวโน้มในอนาคต, โครงการเออร์ลี่รีไทร์ และแจ้งเรื่องการต่อวาระผู้บริหารทั้ง 3 คน อีก 4 ปี ซึ่งตามหลักการแล้วเป็นหน้าที่ของตนในการเสนอให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณา โดยตนได้เสนอไปหลายทางเลือก อย่างไรก็ตาม หลังชี้แจงเชื่อว่าพนักงานจะเข้าใจ และกระแสข่าวที่เกิดขึ้นคงเป็นมุมมองที่แตกต่าง ซึ่งขอยืนยันว่าไม่มีเรื่องขัดแย้ง แต่เป็นการมองเพียงจุดเดียว และยืนยันว่าตนไม่ได้กีดกันที่จะไม่ต่อสัญญาผู้บริหารทั้ง 3 คน เนื่องจากต้องการตัดคู่แข่ง (เคนดิเดต) การสรรหาผู้จัดการตลท.คนใหม่ เพราะข่าวที่ออกไปอาจไม่เห็นการดำเนินงานทั้งกระบวนการ อีกทั้งในแผนโครงสร้างผู้บริหารองค์กรที่ได้เสนอต่อคณะกรรมการฯ ไป ตนได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่า จะไม่ขอต่ออีกวาระ หลังจะหมดสัญญาในกลางปี 2553 นี้ และขณะนี้ยังยืนยันเจตนารมณ์เดิมอยู่ เนื่องจากต้องการเปิดทางให้คณะกรรมการฯ พิจารณาคัดเลือกคนที่เห็นว่าเหมาะสม ซึ่งยืนยันว่า ผู้บริหารทั้ง 3 คน ยังมีชื่อเป็นเคนดิเดตอยู่ แต่คณะกรรมการฯ บอร์ดยังไม่ได้พิจารณาการต่อวาระของตน เพราะยังไม่จำเป็นและมีเวลาพิจารณาอีกนาน.

Comments Off
"กรณ์"ชี้ หากแสดงความตั้งใจชัดเจน เป็นประโยชน์ต่อระบบศ. ปชช.มีทางเลือกเพิ่ม พร้อมพิจารณาอนุมัติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 ก.ค.) นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า หลังจากที่ธนาคารอินดัสเตรียล แอนด์ คอมเอมร์เชียล แบงก์ ออฟ ไซนา (ไอซีบีซี) จากประเทศจีน ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อเจรจาขอซื้อหุ้นจากกระทรวงการคลัง ที่ถือในธนาคาร สินเอเชีย (เอซีแอล) โดยได้ชี้แจงในหลักการว่า หากไอซีบีซี ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่ที่สุดของโลก มีข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังพร้อมที่จะพิจารณาให้ถือหุ้นมากกว่า 49% แต่ทั้งนี้ ต้องแสดงเจตจำนงค์ที่ชัดเจนเข้ามาก่อน พร้อมทั้งมาหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อยืนยันในสัดส่วนหุ้นที่จะถือเกิน 49% ก่อน ข้อเสนอที่จะพิจารณาให้ถือหุ้นเกิน 49% นั้น จะพิจารณาจากเงื่อนไขว่า จะทำให้ประชาชนมีทางเลือกเพิ่มขึ้นอย่างไร และเพิ่มการแข่งขันในระบบธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างไร นอกจากนั้น ยังมีแผนงานที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจรวมอย่างไร โดยเฉพาะไอซีบีซีเป็นธนาคารของรัฐบาลจีน อาจมีประโยชน์ในความสัมพันธ์ทางการค้า และการลงทุนกับจีนที่เป็นช่องทางชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขพิจารณาอย่างรอบคอบ “เงื่อนไขนี้ เราไม่ได้พิจารณากับไอซีบีซีรายเดียว แต่หมายถึงรายอื่นที่แสดงเจตจำนงค์เข้ามาด้วยว่า หากมีเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและประชาชน ก็พร้อมจะพิจารณา และต้องดูประกอบกับราคาที่เสนอซื้อเข้ามา ซึ่งต้องเป็นราคาที่ดีด้วย โดยการหารือนี้ เป็นส่วนของกระทรวงการคลังที่ถือหุ้นเอซีแอล 30% เท่านั้น ส่วนหุ้นของธนาคาร กรุงเทพ เป็นเรื่องเอกชนต้องพิจารณา” สำหรับความคืบหน้าในการขายหุ้นของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่ถือในธนาคาร นครหลวงไทยนั้น ธปท.ได้มาหารือและมีข้อเสนอว่า จะขายหุ้นออกทั้งหมด หรืออาจเป็นการควบรวมกับธนาคารพาณิชย์อื่น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่จะพิจารณาช่วงนั้น ๆ เพราะกองทุนฟื้นฟูฯ ต้องยุบและปิดกิจการในปี 56 ขณะที่กระทรวงการคลังเองไม่มีนโยบายที่จะถือหุ้นของธนาคารนครหลวงไทยในเชิงยุทธศาสตร์เหมือนธนาคารกรุงไทย ที่ต้องถือลงทุนต่อไป โดยไม่มีนโยบายที่จะขายออกมา และยังไม่ได้สรุปว่าจะขายนครหลวงไทยให้ใคร นายกรณ์ กล่าวว่า ส่วนแนวทางการลดเงินนำส่งสถาบันคุ้มครองเงินฝากจาก 0.4% เพื่อแลกกับการขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์นั้น สำนักงานกฤษฎีกาพิจารณาแล้วว่า ไม่สามารถทำได้ ประกอบกับดอกเบี้ยเงินฝากที่กระเตื้องขึ้นเล็กน้อย หลังจากที่รัฐบาลออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็ง น่าจะแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง จึงไม่จำเป็นที่ต้องลดอัตราเงินนำส่งลงจากเดิม เพื่อแลกกับการปรับเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากให้ประชาชนมากขึ้น.

Comments Off