2tik.com

October 29, 2009

ปลาชะโอนหิน

Filed under: ข่าวเกษตร — admin @ 6:38 pm

"ปลาชะโอนหิน” จัดเป็นปลาที่ มีรูปร่างและรสชาติคล้ายกับปลาเนื้ออ่อน แต่เป็นปลาที่มีถิ่นอาศัย เฉพาะแหล่งในประเทศได้มีการสำรวจพบปลาชนิดนี้ที่น้ำตกกะทิง จ.จันทบุรี และที่น้ำตกลานสกา จ.นครศรีธรรมราช ดังนั้นจึงจัดเป็นปลาที่ค่อนข้างหายากและไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย     ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสระแก้ว จึงได้เริ่มสำรวจและสืบหา ร่องรอยของปลาชนิดนี้อย่างจริงจังในเขตอุทยานแห่งชาติปางสีดา เมื่อปี พ.ศ. 2547 พบว่าที่กิโลเมตรที่ 23 บริเวณห้วยน้ำเย็น ซึ่งอยู่ในเขตป่าลึกที่มีลักษณะเป็นป่าดิบชื้นและมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 200-300 เมตร พบปลาชะโอนหินและทางศูนย์และพัฒนาประมงน้ำจืดสระแก้วได้รวบรวมปลาชะโอนหินจำนวนหนึ่งเพื่อนำมาศึกษาเพื่อค้นหาวิธีการเพาะขยายพันธุ์ บริเวณแหล่งอาศัยของปลาชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นแอ่งน้ำที่มีโคกหินเป็นที่หลบซ่อน มักจะซ่อนตัวในเวลากลางวันและออกหากินในเวลากลางคืน จัดเป็นปลาประเภทกินเนื้อ     ลักษณะทั่วไปของปลาชะโอนหินจะมีลำตัวยาวแบนข้างและจะค่อย ๆ แบนลงมากขึ้นตามลำดับไปทางส่วนหาง ลำตัวมีสีน้ำตาลเทาเรียบคล้ายกับปลาดุกส่วนของขากรรไกรบนยาวกว่าขากรรไกรล่าง ครีบหางเว้าเล็กน้อยเกือบตัดตรง การแยกเพศยังไม่ชัดเจน จะสังเกตได้เฉพาะฤดูผสมพันธุ์ คือ ปลาเพศผู้จะมีส่วนของลำตัวยาวและขนาดใหญ่กว่าเพศเมีย ส่วนเพศจะสังเกตได้จากบริเวณส่วนท้องจะบวมเป่งและผนังท้องจะบางและนิ่มกว่าเพศผู้      วิธีการเพาะพันธุ์ปลาชะโอนหิน ซึ่งทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสระแก้ว จะใช้วิธีการผสมเทียมโดยใช้ฮอร์โมน 2 ชนิด คือ บูเซียลินอะซีเตรท 35 ไมโครกรัมและพีทุทารี แกรนด์ ของปลาไน  1 โดส ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ดอมเปอริโดน 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม แบ่งการฉีดกระตุ้นด้วยฮอร์โมน  2  ครั้งห่างกัน  7 ชั่วโมง  แม่ปลาพร้อมที่จะวางไข่หลังจากฉีดฮอร์โมนครั้งที่ 2 ในเวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง รีดไข่ผสมน้ำเชื้อที่ต้องผ่าท้องพ่อพันธุ์ดึงเอาถุงน้ำเชื้อออกมา เนื่องจาก รีดด้วยวิธีการปกติไม่ได้ จากนั้นนำไข่ไปโรยในตาข่ายไนลอนเบอร์ 18 ซึ่งขึงตึง และวางในถังไฟเบอร์กลาสระดับน้ำลึก 20 เซนติเมตร เปิดน้ำไหลผ่านและให้อากาศตลอดเวลา ลักษณะไข่ของปลาชะโอนหินจะมีสีขาวอมเหลือง เป็นลักษณะไข่จม พบว่าน้ำหนักแม่ปลาเฉลี่ย 100 กรัม จะให้ไข่ได้ ราว 2,218 ฟอง จากการทดลองพบว่าไข่ปลาชะโอนหินจะใช้เวลาในการพัฒนาและฟักเป็น ตัวภายในเวลา 53 ชั่วโมง 30 นาที ที่อุณหภูมิน้ำ 27.9 องศาเซลเซียส         ลูกปลาชะโอนหินที่ฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ จะมีขนาดความยาวของลำตัว 5.11 มิลลิเมตรและเมื่อลูกปลาชะโอนหินมีอายุครบ 50 วัน จะมีขนาดความยาวของลำตัว 57.50 มิลลิเมตร. ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ขยายผลพัฒนาห้วยใหญ่วังแขมฯ จ. ลพบุรี

Filed under: ข่าวเกษตร — admin @ 6:38 pm

นายเฉลิมเกียรติ  แสนวิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสาน งานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เปิดเผยว่า สำนักงาน  กปร. ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การประเมินผลโครงการห้วยใหญ่วังแขม จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่  2  กันยายน 2552 ที่ผ่านมา ณ  ห้องประชุมเจ้าพระยาวิชาเยนทร์  โรงแรม ลพบุรีอินน์รีสอร์ท จังหวัดลพบุรี เพื่อประเมินผลโครงการห้วยใหญ่วังแขมฯ ซึ่งเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริ ตั้งแต่ปี  2541  เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ตำบลมหาโพธิ์ ตำบลสระโบสถ์  และตำบลใกล้เคียงของ อำเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี ที่ประสบความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรกรรม และเป็นแนวทางในการพัฒนาให้กับโครงการฯ อื่น ๆ ต่อไป     กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่วังแขม อันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วเสร็จในปี 2547 สามารถเก็บกักน้ำได้ 12 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับระบบส่งน้ำนั้น อยู่ระหว่างการก่อสร้าง อีกทั้งได้ขุดสระเก็บน้ำในระบบแปลงเกษตรกรรมของราษฎร จำนวน 61 สระ นอกจากนี้ โครงการชลประทานลพบุรียังได้ดำเนินการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำในเขตโครงการห้วยใหญ่วังแขมฯ จำนวน 4 กลุ่ม รวมพื้นที่ 9,525 ไร่ มีจำนวนสมาชิก 489 รายซึ่งกลุ่มผู้ใช้น้ำมีความเข้มแข็งเป็นอย่างดี     โครงการห้วยใหญ่วังแขมฯ คือ เป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และทำการเกษตร โดยจะมีพื้นที่รับประโยชน์จากโครงการ จำนวน 7,000 ไร่ รวมไปถึงเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะมีแหล่งน้ำ สำหรับการเกษตรของตนเอง สามารถทำการเกษตรได้ตลอดปี ทำให้มีผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ทางโครงการฯ ยังได้ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถดำรงชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย     “ราษฎรได้ใช้น้ำที่ปล่อยผ่านฝายวังแขมไปตามแนวเหมืองหรือแนวคลองธรรมชาติฝั่งซ้าย-ขวาแล้ว ถ้าระบบส่งน้ำเสร็จเรียบร้อย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการจัดประชุมวางแผนงานร่วมกัน รวมทั้งการจัดทำแผนการปฏิบัติงานในเขตพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยใหญ่วังแขมให้ชัดเจน โดยเฉพาะการส่งเสริมและขยายผลในการพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร และการทำเกษตรกรรมตามแนวทฤษฎีใหม่ จะสามารถพัฒนาโครงการฯ ได้อย่างต่อเนื่องและมีความยั่งยืน” นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ เลขาธิการ กปร. กล่าว     ทั้งนี้การติดตามประเมินผลโครงการห้วยใหญ่วังแขมฯ ทางกลุ่มติดตามประเมินผล สำนักแผนงานและประเมินผล สำนักงาน กปร. ได้จัดทำ “สรุปการประเมินผลโครงการห้วยใหญ่วังแขมฯ” เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผลจากการประชุม ประเมินผลโครงการฯ ได้นำมาเป็นแนวคิดในการปรับปรุงการปฏิบัติงานให้เกิดการขับเคลื่อนขยายผลการพัฒนาโครงการฯ พร้อมทั้งได้ยกร่างจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมในระดับพื้นที่ให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงต่อไป.

ทุ่ม3,972ล้านให้ภาคเกษตร

Filed under: ข่าวเกษตร — admin @ 6:38 pm

ฟื้นฟูพื้นที่กว่า 12 ล้านไร่     นายฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2553 กรมพัฒนาที่ดินได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 3,972 ล้านบาท เพื่อดำเนินแผนงานปรับโครงสร้างภาคการเกษตรตามนโยบายของรัฐบาล ประกอบด้วย 15 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การกำหนดเขตการใช้ที่ดิน เป้าหมาย 500 ตำบล ในพื้นที่ 45 ลุ่มน้ำสาขา วิจัยพัฒนาที่ดินและเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อเพิ่มผลผลิต 179 โครงการ สร้างนิคมการเกษตร 7 แห่ง บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ เกษตรกร 650,000 ราย สนับสนุนโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพื้นที่ 61,000 ไร่ การพัฒนาหมอดินอาสาและยุวหมอดิน 78,000 ราย ตั้งศูนย์เรียนรู้การพัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง  800  แห่ง สร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่  7,380 ราย     “กิจกรรมทั้งหมดจะก่อให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างภาคเกษตรให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเชื่อมั่นว่าเกษตรกรจำนวนไม่ต่ำกว่า 650,000 ราย จะได้รับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านการพัฒนาที่ดิน นอกจากนี้ทรัพยากรที่ดินและน้ำยังได้รับการพัฒนาฟื้นฟูเพื่อให้ใช้ประโยชน์ในการผลิตพืชผลทางการเกษตรได้มากกว่า 12.96 ล้านไร่” รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว.

‘ต้นพญาคชราช’ หรือ ‘ปอหู’

Filed under: ข่าวเกษตร — admin @ 6:38 pm

ไม้ที่ควรศึกษาก่อนปลูก ขณะนี้มีไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ที่กำลังมาแรงในกลุ่มเกษตรกรผู้ค้าและลงทุนกล้าไม้ คือ ต้นพญาคชราช หรือ ต้นปอหู โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) มีการแถลงข่าว เรื่อง  “ไม้พญาคชราช คือไม้อะไร มีคุณสมบัติอย่างไร เหมาะกับการปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจหรือไม่” ซึ่ง รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มอบให้คณะวนศาสตร์ดำเนินการวิเคราะห์และตรวจสอบเนื้อไม้พญาคชราชในเชิงฟิสิกส์ และทางกลสมบัติพร้อมทั้งเผยแพร่ข้อเท็จจริงนี้สู่สาธารณชนเพื่อให้ได้ทราบข้อมูลเชิงลึกของต้นพญาคชราช และช่วยให้เกษตรกรที่จะลงทุนปลูกได้เข้าใจถึงคุณสมบัติและการค้าขายเป็นไม้เศรษฐกิจ  เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจในการปลูกไม้ชนิดนี้     รศ.ทรงกลด จารุสมบัติ หัวหน้าภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ กล่าวว่า  ต้นพญาคชราช ที่เป็นที่สนใจอยู่ในปัจจุบัน ทางภาควิชาวนผลิตภัณฑ์ คณะวนศาสตร์ ได้ส่งตัวอย่างทางพฤกษศาสตร์ให้หอพรรณไม้ กรมป่าไม้ ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นไม้ปอหู มีชื่อพื้นเมืองคือ  ปอหู (สระบุรี, นครราชสีมา), ปอจง (ปัตตานี, มาเลเซีย) มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Talipariti macrophyllum (Roxb. Ex Hornem.) Fryxell อยู่ในวงศ์  Malvaceae         จากการนำลำต้นไม้ปอหูอายุ 25 ปีมาวิเคราะห์คุณสมบัติของไม้ คุณสมบัติของไม้ปอหู พบว่า เนื้อไม้จัดอยู่ในชั้นไม้คุณภาพปาน กลางหรือเกรดบี ความหนาแน่นปานกลางคือประมาณ 630 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีความทนทานตามธรรมชาติเฉลี่ยน้อยกว่า 2 ปี ซึ่งจัดอยู่ในไม้ที่มีความทนทานต่ำ ถูกเชื้อราและปลวกเข้าทำลายได้ง่าย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการป้องกันรักษาเนื้อไม้ ด้านคุณสมบัติการใช้งาน การเลื่อย การไส การกลึง และการขัดเงา ทำได้ง่าย เมื่อเทียบกับไม้ยางพาราที่อายุ 25 ปี จะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน แต่ในปัจจุบันเพิ่งเริ่มมีการปลูกแบบลักษณะสวนป่าทำให้ด้านการตลาดไม้ยังไม่ชัดเจน     ผศ.ดร.ดำรง พิพัฒนวัฒนากุล อาจารย์ ประจำภาควิชาวนวัฒนวิทยา คณะวนศาสตร์ กล่าวว่า ในกระบวนการทดแทนทางธรรมชาติของพื้นที่หนึ่ง ๆ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว พื้นที่นั้นก็จะมีพืชต่าง ๆ ตั้งแต่มอส ไลเคนเรื่อยมาเป็นหญ้าคาและเรื่อยมาจนถึงระดับที่มีไม้ยืนต้นหลากหลายชนิดอย่างที่เห็นเป็นป่าธรรมชาติในปัจจุบัน จากการทดแทนของพืชพรรณในระบบนิเวศ ปอหู จัดเป็นไม้เบิกนำที่เข้ามาเป็นกลุ่มแรก ๆ ของไม้ยืนต้น หากพิจารณาลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของไม้ปอหู เป็นไม้ที่มีเมล็ดเล็ก เบาปลิวลอยลมได้ เมล็ดมีความสามารถในการงอกดี ใบใหญ่ต้องการแสงมาก สังเคราะห์แสงได้ปริมาณมาก ส่งผลให้การเจริญเติบโตเร็ว เปลาตรง     ประเด็นการปลูกป่าเศรษฐกิจ จะพิจารณาความคุ้มทุนในการปลูกเชิงเดี่ยว  โดยคิดประมาณการการลงทุนปลูกในพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ปานกลาง ด้วยระยะปลูก 3×3 เมตร ต่อไร่ ต้องใช้กล้าไม้ 179 ต้น ราคากล้าไม้ต้นละ 39 บาท ประมาณการรายจ่ายในกิจกรรมเตรียมพื้นที่ ขุดหลุมปลูก ปลูกซ่อม การดูแลรักษาใส่ปุ๋ยกำจัดวัชพืช ตั้งแต่ปีแรกไปจนถึงปีที่ 25 อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 7.5%  คิดเป็นเงินลงทุนเพื่อการปลูกประมาณ 20,000 บาท เมื่อไม้ครบรอบตัดฟันปีที่ 25 ประมาณการให้มีต้นไม้เหลืออยู่ในแปลง 89 ต้น (50% ของไม้ที่เริ่มปลูก) แต่ละต้นจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 30 ซม. ขายได้ราคาต้นละ 1,200 บาท คิดเป็นรายรับทั้งสิ้น 107,400 บาท ประมาณการรายจ่ายเป็นค่าดำเนินการธุรกิจปลูกป่า (20% ของค่าปลูก) คิดเป็นเงิน 4,018 บาท ค่าดำเนินการตัดไม้และค่าขนส่งผลผลิตสู่โรงงาน 10,000 บาท โดยรวมแล้วคิดเป็นกำไรต่อไร่เป็นเงิน 73,291 บาทในเวลา 25 ปี เฉลี่ยปีละ 2,931 บาท คิดว่าเป็นการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มทุน เพราะระหว่างเวลาปีที่ 1-25 ไม่สามารถได้รายรับกลับคืนมา หากเปรียบเทียบกับยางพารายังสามารถได้รายรับจากการขายน้ำยาง     ประเด็นการปลูกป่าอนุรักษ์ ในหลักวิชาการแล้วควรจะปลูกไม้หลากหลายชนิดคละกันไป โดยเลือกไม้ท้องถิ่นของประเภทป่านั้น ๆ ซึ่งจะเลือกชนิดไม้ปลูกเลียนแบบไม้ในการทดแทนทางธรรมชาติ หรือจะเลือกเจาะปลูกไม้ชนิดนั้น ๆ ให้เหมาะสมกับระบบนิเวศท้องถิ่น เพื่อสร้างความหลากหลายของชนิดไม้และส่งผลถึงการเป็นอยู่ของสัตว์ในระบบนิเวศ การปลูกปอหู ที่เป็นไม้เบิกนำก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะเป็นไม้เบิกนำ ใบใหญ่ สามารถเป็นไม้ พี่เลี้ยงที่ให้ร่มเงากับลูกไม้ชนิดที่ไม่ต้องการแสงมาก แต่การลงทุนด้วยราคากล้าไม้กล้าละ 39 บาท เป็นราคากล้าไม้ที่แพงเกินจริง หากเปรียบเทียบกับกล้าไม้ที่ขายกันอยู่ในท้องตลาด ราคาจะอยู่ที่ 3-5 บาท สำหรับไม้ยูคาลิปตัส 10-15 บาท สำหรับยางพารา  และ 5-10 บาท สำหรับไม้สัก     โดยสรุปแล้วการปลูกไม้ปอหูหากพิจารณาความคุ้มทุนแล้ว ไม่คุ้มทุนในการปลูกป่าเชิงเศรษฐกิจเนื่องจากราคากล้าไม้ที่มีราคาแพง และยังมีความเสี่ยง.

ผลสำรวจพบกล้วยป่าในเมืองไทยเหลือน้อย เสี่ยงสูญพันธุ์

Filed under: ข่าวเกษตร — admin @ 6:38 pm

ดร.จามร สมณะ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมีคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล ซึ่งได้รับทุนวิจัยจากฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จากการศึกษาเครื่องหมายทางชีวโมเลกุลเพื่อการจำแนก คัดเลือกและปรับปรุงสายพันธุ์กล้วย พบว่ากล้วยตานีในป่าธรรมชาติมีจำนวนน้อย เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง     ทั้งนี้ ดร.จามรกล่าวว่า กล้วยเป็นพืชพื้นเมืองของไทยที่พบเห็นทั่วไปและมีความหลากหลายทางสายพันธุ์สูงมาก ทั้งกล้วยป่าและกล้วยปลูก อย่างไรก็ตาม ด้วยความเจริญของบ้านเมืองและการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ที่เน้นการป้อนผลผลิตสู่ตลาดด้วยพืชเชิงเดี่ยวในปริมาณมาก รวมถึงการขาดองค์ความรู้และความสนใจของสิ่งดั้งเดิมที่มีอยู่ ส่งผลให้ทุกวันนี้มีการนำกล้วยเพียงไม่กี่พันธุ์มาใช้ประโยชน์ ได้แก่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่และกล้วยหักมุก ทำให้เสียโอกาสอันดีที่จะใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางพันธุกรรม และมีโอกาสเกิดการสูญพันธุ์เนื่องจากไม่มีผู้ใดสนใจปลูกหรือรักษาแหล่งพันธุ์เอาไว้     จากการสำรวจเบื้องต้นของ ดร.จามรและคณะ พบว่ามีกล้วยป่าและกล้วยปลูก  ที่น่าสนใจและน่าจะเป็นประโยชน์ในด้าน ต่าง ๆ อยู่มากมาย การอนุรักษ์พันธุ์กล้วยจึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ โครงการวิจัยซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สกว. ครั้งนี้ เป็นโครงการหนึ่งที่ทำให้เกิดการศึกษาและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางพันธุกรรมของกล้วยป่าและกล้วยปลูก     หลังการเก็บตัวอย่างและระบุลักษณะกล้วยประมาณ 400 ตัวอย่าง ซึ่งได้รวบรวมตัวอย่างแห้งไว้แล้วที่หอพรรณไม้สวนหลวง ร.๙ ตัวอย่างต้นกล้วยมีชีวิตลงแปลงปลูกในโครงการที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม สวนของเรือนไทยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกำแพงเพชร และแปลงรวบรวมพันธุ์กล้วย คลองสิบ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี รวมทั้งการนำกล้วยชนิดที่หายากและมีลักษณะโดดเด่นหรือเติบโตที่แปลงปลูกได้ไม่ดีมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล และศึกษาข้อมูลเชิงลึกในรายละเอียดต่าง ๆ พบว่ากล้วยป่าที่พบในธรรมชาติ 9 ชนิด และนำเข้า 4 ชนิด ในจำนวนนี้พบแหล่งพันธุกรรมกล้วยตานี Musa balbisiana Colla ในป่าธรรมชาติจำนวนน้อย และอาจเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เนื่องจากพื้นที่ป่าถูกแผ้วถางบุกรุก กลายเป็นป่าผืนเล็ก การกระจายพันธุ์ได้ในวงแคบ ทั้งนี้หลังการสำรวจกล้วยทั่วประเทศ นักวิจัย พยายามเก็บข้อมูลและเชื้อพันธุ์กล้วยป่า เพื่อให้เป็นแหล่งอ้างอิงที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศไทย และจะพยายามให้เป็นแหล่งพันธุ์กล้วยอ้างอิงที่สำคัญแหล่งหนึ่งของโลกต่อไป     สำหรับกล้วยปลูกนั้น มีการพบพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยมีรายงานมาก่อน เช่น กล้วยไข่ดำ กล้วยนิ้วพญาสาละวิน รวมทั้งกล้วยที่มีลักษณะแปลก ๆ เช่น มีปลีสีเหลือง มีปลีจำนวนมากแทงยอดออกมาแทนผล เป็นต้น     ดร.จามร บอกว่า เมื่อวิเคราะห์  องค์ประกอบยางกล้วย พบว่านอกจากสาร    ประกอบฟีนอลแล้ว ยางกล้วยยังอุดมไปด้วยไขมัน โปรตีน และน้ำตาล ซึ่งเป็นไปได้ว่ามีสารอาหารต่าง ๆ สำหรับการเจริญเติบโตของพืชรวมอยู่ด้วย สารประกอบฟีนอลมีสารบางตัวที่น่าสนใจ ซึ่งนอกจากจะทำให้ยางกล้วยเป็นสีน้ำตาลได้ง่ายและติดทนแล้ว ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น เช่น เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือสารมีฤทธิ์ทางยาอื่น ๆ เช่น ห้ามเลือด ลดการอักเสบ ลดไขมันในเส้นเลือด โดยจะมีการทดสอบและขยายผลต่อไป     ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งกำเนิดกล้วยที่มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์และรูปแบบการใช้ประโยชน์จากมนุษย์ อันเป็นทรัพยากรและภูมิปัญญาที่มีค่ายิ่ง   จึงควรมีการส่งเสริมการวิจัย เช่น การพัฒนาพันธุ์ การใช้ประโยชน์ทางเภสัชวิทยา การดูแลผลผลิตหลังเก็บเกี่ยวและประสานงานการใช้ประโยชน์จากองค์กรต่าง ๆ ที่มีศักยภาพมากขึ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนาและใช้ประโยชน์ได้เท่าเทียมกับพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ     ดร.จามรกล่าวว่า ยินดีร่วมประสานงานและให้การสนับสนุนกับผู้มีความตั้งใจจริงที่ต้องการร่วมกันพัฒนาศักยภาพของกล้วยไทย ซึ่งที่ผ่านมานักวิจัยได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายความร่วมมือเชิงวิชาการเป็นอย่างดีกับ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เครือข่ายพืชปลูกพื้นเมืองไทย สวนเรือนไทยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกำแพงเพชร และนักวิจัยในมหาวิทยาลัยมหิดลรวมทั้งข้อตกลงการร่วมวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดลกับสถาบันวิจัยในประเทศสาธารณรัฐเช็กด้วย.

มาตรฐาน ‘กล้วยไม้’ ส่งออก

Filed under: ข่าวเกษตร — admin @ 6:38 pm

นายนิวัติ สุธีมีชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่ากระทรวงเกษตรฯได้ประกาศใช้มาตรฐานกล้วยไม้ที่ มกอช.จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวปฏิบัติสำหรับผู้ผลิตผู้ประกอบการ และผู้ส่งออกกล้วยไม้ของไทย โดยมี 3 เรื่อง คือ 1.มาตรฐานช่อดอกกล้วยไม้ หรือกล้วยไม้ตัดดอก ซึ่งนอกจากกำหนดให้ไม่พบศัตรูพืช ไม่พบตำหนิ แล้วยังแบ่งเป็น 3 เกรด คือ ชั้นพิเศษ มีจำนวนดอกบานไม่น้อยกว่า 65% ชั้นหนึ่งมีจำนวนดอกบานไม่น้อยกว่า 55% และชั้นสองมีจำนวนดอกบานไม่น้อยกว่า 40% หรือในสกุลหวายไม่น้อยกว่า 4 ดอก 2.มาตรฐาน GAP กล้วยไม้ตัดดอก มีหลักเกณฑ์ที่สำคัญ คือ การจัดการสุขลักษณะภายในแปลง การใช้สารเคมีให้ตรงกับศัตรูพืช รวมทั้งการดูแลสุขภาพคนงาน และ 3. มาตรฐาน GMP โรงคัดบรรจุดอกกล้วยไม้ มีเกณฑ์สำคัญ คือ ในโรงคัดบรรจุต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เป็นระบบตามสายการผลิตมีการ  ผึ่งกล้วยไม้ให้แห้ง พร้อมควบคุมอุณหภูมิในห้องเก็บรักษาดอกกล้วยไม้ให้ไม่เกิน 25 ํC บรรจุกล้วยไม้ลงกล่องไม่แน่นเกินไป รวมทั้งมีการดูแลสุขลักษณะ คนงานด้วย.

ยกระดับผู้สอบบัญชีสหกรณ์

Filed under: ข่าวเกษตร — admin @ 6:38 pm

นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน ที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง และยังทำให้ธุรกิจของสหกรณ์เกิดความเสี่ยง แต่เพื่อให้สหกรณ์สามารถดำเนินงานอยู่ได้ โดยไม่กระทบกระเทือน เกิดความเสี่ยงน้อย และเพื่อเป็นการเสริมสร้างระบบควบคุมภายในและระบบข้อมูลด้านบริหาร การเงินการบัญชีที่ดี เป็นไปอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพเกิดความมั่นคง สหกรณ์มีความพึงพอใจในด้านการควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชี จากผู้สอบฯ ตามมาตรฐานการปฏิบัติงานทางวิชาชีพของผู้สอบฯ ภาคเอกชนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น และเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์ปี 2553-2554      กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงได้กำหนดจัดการสัมมนาเรื่อง บ่งชี้อนาคตเศรษฐกิจทางการเงินสหกรณ์ไทย  ขึ้นในวันที่ 30 ตุลาคม  ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต  หลักสี่  กรุงเทพฯ ให้แก่ผู้บริหาร ฝ่ายจัดการสหกรณ์ ซึ่งจัดจ้างผู้สอบบัญชีภาคเอกชนที่ขึ้นทะเบียนกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 800 คน โดยการสัมมนาดังกล่าว เพื่อทำให้สหกรณ์มีศักยภาพด้านการ บริหาร จัดการ และเสริมสร้างความเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้     “การสร้างสรรค์ระบบจะเกิดผลสัมฤทธิ์ได้นั้นต้องยืนอยู่บนแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่สามารถนำมาพัฒนาสู่ความยั่งยืน อยู่บนพื้นฐานการให้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต ระบบการจัดการธุรกิจ การตลาดที่มีการผลิต และรูปแบบการจัดการธุรกิจกลุ่ม ให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนอย่างมั่นคงและยั่งยืน” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว.

‘ก๊าซชีวภาพ’ จากขี้หมูสู่ครัวเรือน

Filed under: ข่าวเกษตร — admin @ 6:38 pm

"ก๊าซชีวภาพ” หรือ “ก๊าซขี้หมู”ของบ้านสบสาหนองฟาน ต.ดอน แก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างเจ้าของฟาร์มกับชาวบ้านเมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหามลพิษและกลิ่นเหม็นที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงหมู จึงทำให้ผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นเจ้าของฟาร์ม ร่วมกับหน่วยงานราชการสร้างระบบบ่อหมักก๊าซชีวภาพขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องมลพิษและแมลงวัน แล้วก็ต่อท่อก๊าซไปให้ชาวบ้านได้ใช้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทำให้ชาวบ้านสามารถประหยัดค่าก๊าซหุงต้มไปได้ไม่น้อยกว่าครัวเรือนละ 50-100 บาทต่อเดือน     หลังจากนั้นชาวบ้านต่างคนก็ต่างใช้โดย ปล่อยบ่อหมักก๊าซทำงานไปตามธรรมชาติ โดยขาดการดูแลรักษา เวลาผ่านไปปริมาณก๊าซเริ่มน้อยลงจนไม่เพียงพอต่อการใช้งาน จนชาวบ้านขาดความเชื่อมั่นในระบบพลังงานทดแทน ส่งผลให้ชาวบ้านหลายคนเริ่มคิดว่าการใช้พลังงานทดแทนที่จะมาแทนก๊าซหุงต้มไม่น่าจะเป็นไปได้จริงอย่างยั่งยืน ทำให้สมาชิกที่ใช้ก๊าซในหมู่บ้านเริ่มลดน้อยลงเรื่อย ๆ จากเดิมที่ใช้กันทั้งหมู่บ้านไม่น้อยกว่า 100 หลังคาเรือนก็ลดลงเหลือไม่ถึง 60 หลังคาเรือน     คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหา วิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จึงได้วิจัยเรื่อง “การใช้ประโยชน์ของเสียจากฟาร์มสุกร โดยการ แปรสภาพเป็นพลังงานทดแทนในชุมชน”     นายสุรศักดิ์ นุ่มมีศรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ระบุว่า ถ้าปล่อยแบบนี้ต่อไปพลังงานก็จะถูกทิ้งร้าง ไม่ได้รับการนำไปใช้ประโยชน์  ชาวบ้านก็จะไม่ได้มีพลังงานทางเลือกอื่น จึงได้จัดเวทีพบปะพูดคุยเพื่อแสวงหาทางออกร่วมกันขึ้นมาเพื่อให้ชาวบ้านได้มองเห็นว่าแต่ก่อนนี้เป็นอย่างไร  ปัจจุบันระบบก๊าซเขาเป็นอย่างไร   เสื่อมโทรม มากน้อยแค่ไหน โดยให้พ่อหลวงเป็นคนเล่าให้ฟัง แล้วก็ถามถึงอนาคตของชาวบ้านว่าอยากจะมีทางออกอย่างไรโดยให้ทุกคนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น  ชาวบ้านก็บอกว่าอยากจะมีพลังงานที่ดีขึ้น  มีพลังงานที่เพียงพอ จึงได้เชิญนักวิชาการมาพูดคุยให้ฟังว่า ถ้าจะทำให้พลังงานเพียงพอก็จะต้องมีการล้างบ่อ มีการเปลี่ยนระบบท่อใหม่ ชาวบ้านก็หาทางออกร่วมกันอีกครั้งเพื่อรักษาระบบพลังงานทดแทนนี้ โดยเต็มใจที่จะจ่ายครัวเรือนละ 10 บาทต่อเดือน  สำหรับเป็นค่าดูแลรักษาระบบการผลิตและระบบท่อส่งก๊าซทั้งหมด     นายสุทัศน์ คำมาลัย ผู้ใหญ่บ้านบ้านสบสาหนองฟาน และเจ้าของฟาร์มหมูซึ่งเป็นผู้ผลิตก๊าซชีวภาพให้กับชุมชน เล่าว่าปัจจุบันมีชาวบ้านที่ใช้ก๊าซจากขี้หมูจำนวน 87 ครัวเรือน โดยมีกติกาของชุมชนคือเก็บบ้านละ 10 บาท ส่วนบ้านที่ค้าขายอาหารทำร้านก๋วยเตี๋ยวก็เต็มใจที่จะจ่ายเพิ่มเป็นเดือนละ  30 บาท โดยเงินที่รวบรวมได้จะนำไปฝากธนาคาร เพื่อเอาไว้บำรุงรักษากรณีท่อแตก ล้างบ่อ และซ่อมระบบ     “ชาวบ้านตกลงกันว่าจะล้างทุก ๆ 6 เดือน เพราะที่ผ่านมาเกือบ 10 ปีเราไม่เคยได้ล้างบ่อเลย เพราะไม่เคยรู้ว่าจะต้องล้าง ทำให้ปีหลัง ๆ มีก๊าซน้อยมาก เพราะว่าข้างในบ่อหมักก๊าซเต็มไปด้วยขยะ และเศษดินเข้าไปปะปนจนแน่นบ่อ จนต้องใช้เวลาล้างกันเป็นอาทิตย์ หลังจากนั้นจึงมีก๊าซขึ้นมาสม่ำเสมอ แต่จะมีปัญหาบ้างก็ตอนฝนตกหนัก เพราะมีน้ำเข้าไปในบ่อเยอะเกินไปทำให้ก๊าซน้อยลง และบางครั้งในหน้าหนาวก็อาจจะมีก๊าซน้อยเพราะอากาศเย็นอุณหภูมิไม่เหมาะสม แต่ก๊าซที่ได้ก็เพียงพอต่อการใช้งานทุกครัวเรือน เพราะชาวบ้านใช้แค่หุงต้มไม่ได้ทำอะไรมาก แต่ทุกบ้านก็จะมีถังก๊าซหุงต้มสำรองไว้”  สุทัศน์กล่าว     …ก๊าซขี้หมูตอนนี้มีให้ใช้ได้ทั้งวันและไม่มีกลิ่นขี้หมู โดยแตกต่างจากก๊าซหุงต้มก็ตรงเรื่องของความร้อนที่จะร้อนช้ากว่าเท่านั้น แต่ก็สามารถประกอบอาหารทุกอย่างได้ตามปกติ…นับเป็นความสำเร็จที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง.  

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ช่วยลดระดับ

Filed under: ข่าวเกษตร — admin @ 6:38 pm


น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน และคณะ เดินทางตรวจเยี่ยมพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมจากน้ำเหนือไหลหลากในแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมแจกของบรรเทาทุกข์ และรับฟังสภาพปัญหา ณ วัดสีกุก อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา     โดยในวันดังกล่าว นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้รายงาน ถึงสภาพน้ำว่า กรมชลประทานมีการบริหารจัดการน้ำเหนือก่อนไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง  ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ  เจ้าพระยา ตามความสามารถที่จะรับน้ำ ได้ผ่านคลองต่าง ๆ อาทิ คลองชัยนาท-  ป่าสัก คลองชัยนาท-อยุธยา คลองบางแก้ว แม่น้ำน้อย และคลองโผงเผง เป็นต้น โดยไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่  ชลประทานทั้งสองฝั่ง     นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้นำน้ำส่วนหนึ่งไปเก็บไว้ในพื้นที่แก้มลิง เพื่อลดปริมาณน้ำเหนือ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ในการใช้ประโยชน์ เพื่อบริหารจัดการน้ำเหนือไหลหลาก โดยไม่ ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ใกล้เคียง อาทิ แก้มลิงทุ่งท่าวุ้ง และแก้มลิงหนองสมอใส จ.ลพบุรี ที่สำคัญยังได้ใช้ประโยชน์จากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ในการ  ควบคุมปริมาณน้ำในแม่น้ำป่าสัก ให้ไหลลงมาสมทบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในเกณฑ์น้อยที่สุด เป็นการลดปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้เป็นอย่างมาก.

สถานการณ์น้ำหลังสิ้นฤดูฝน52

Filed under: ข่าวเกษตร — admin @ 6:38 pm

นายบุญสนอง  สุชาติพงศ์  โฆษกกรมชลประทาน ได้เปิดเผ  ถึงสถานการณ์น้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 33 แห่งทั่วประเทศว่าปริมาณน้ำ ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2552 มีทั้งสิ้น 54,759 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 79 ของปริมาณน้ำจุของเขื่อนในระดับเก็บกักของเขื่อนทั้ง 33 แห่ง     อย่างไรก็ตามหากพิจารณาในแต่  ละลุ่มน้ำของแต่ละภูมิภาคแล้ว ลุ่มน้ำที่น่า เป็นห่วงก็คือ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะเป็นลุ่มน้ำขนาดใหญ่มีพื้นที่กว่า 20,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด   มีแหล่งน้ำต้นทุนจากเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ปีนี้ปริมาณน้ำค่อนข้างน้อย โดยปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลมี 9,023 ล้าน  ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 67 ของปริมาณความจุ ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 5,971 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น   ร้อยละ 63 ของปริมาณความจุ ทั้งสอง เขื่อนมีปริมาณน้ำรวมกัน 14,994 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้วซึ่งมีปริมาณน้ำรวม 16,526 ล้านลูกบาศก์เมตร     ส่วนพื้นที่ที่มีน้ำค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ก็คือ ลุ่มน้ำแม่กลอง ที่มีแหล่งน้ำต้นทุน  มาจากเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิรา  ลงกรณ ทั้งสองเขื่อนขณะนี้มีปริมาณน้ำถึงร้อยละ 90 ของปริมาณความจุในระดับเก็บกักสองเขื่อนรวมกันมีปริมาณน้ำเกือบ 24,000 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 1,200 ล้านลูกบาศก์เมตร      พื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งมีเขื่อนใหญ่ 5 แห่งคือ ขุนด่านปราการชล คลอง   สียัด บางพระ หนองปลาไหลและประแสร์ ขณะนี้มีปริมาณน้ำรวมกันกว่า 967 ล้านลูก บาศก์เมตร หรือร้อยละ 82 ของปริมาณความจุรวมกัน  โดยเฉพาะเขื่อนหนองปลาไหล และเขื่อนประแสร์ ขณะนี้มีปริมาณน้ำเต็มอ่างฯ โดยเขื่อนหนองปลาไหลมี 168 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนประแสร์มี 260 ล้านลูกบาศก์เมตร ดังนั้นชาวสวนในพื้นที่จังหวัดระยองคงสบายใจได้ว่าในฤดูแล้ง  ในต้นปี 2553 จะมีน้ำอย่างพอเพียง รวมทั้งจะไม่มีปัญหาสำหรับการส่งน้ำให้กับ นิคมอุตสาหกรรมในเขตจังหวัดระยอง   อีกด้วย ส่วนอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี มีปริมาณน้ำ 64 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 55 ของปริมาณความจุในระดับเก็บกักเท่านั้น เนื่องจากตั้งอยู่ในจุดที่อับฝน อย่าง ไรก็ตามขณะนี้กรมชลประทานกำลังดำเนิน โครงการผันน้ำจากพื้น ที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก-อ่างเก็บน้ำบางพระ ซึ่งจะผันมาช่วยได้ประมาณปีละ 70 ล้านลูกบาศก์เมตร จะทำให้น้ำเต็มอ่างฯ ทุกปี     ภาคตะวันออกเฉียงเหนือสถาน การณ์น้ำโดยรวมเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 12  แห่งมีปริมาณน้อยกว่าปี 2551 โดยมีปริมาณน้ำ 5,706 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 74 ของปริมาณความจุรวมในระดับเก็บกัก โดยเขื่อนที่มีปริมาณน้ำค่อนข้างมากจะอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชีคือ เขื่อนจุฬาภรณ์   มีปริมาณน้ำ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 97 ของปริมาณความจุในระดับ   เก็บกัก และเขื่อนลำปาวมีปริมาณน้ำ 1,287 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 90 ของปริมาณความจุในระดับเก็บกัก น้ำในภาคอีสานฤดูแล้งที่จะมาถึงนี้ลุ่มน้ำชีน่าจะมีปัญหาขาดแคลนน้ำน้อยกว่าลุ่มน้ำมูล     สำหรับเขื่อนที่มีปริมาณน้ำน้อยที่สุดครองแชมป์มาทุกปีคือ เขื่อนแม่กวง อุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ ขณะนี้มี ปริมาณน้ำเพียง 56 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 21 ของปริมาณความจุใน ระดับเก็บกัก และในจำนวนนี้มีปริมาณ   น้ำที่ใช้งานได้เพียง 42 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 16 เท่านั้นน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ดังนั้น ลุ่มน้ำแม่กวงฤดูแล้งปีนี้คงจะต้องงดการปลูกพืชฤดูแล้งทุกชนิดทีเดียว     และเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวทางกรมชลประทานได้เพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา โดยจะผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่แตงและลุ่มน้ำแม่งัด มาไว้  ที่เขื่อนแม่กวงฯ เฉลี่ยปีละประมาณ 147 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งหมดนี้คือสถาน การณ์น้ำของประเทศก่อนที่จะสิ้นฤดูฝน  ปี 2552. tidtangkaset@dailynews.co.th

Older Posts »

Powered by WordPress